ยึดมั่นในอุดมการณ์และความถูกต้องแบบไม่มีแผ่ว สำหรับนักอนุรักษ์หนุ่มสุดฮอต “ทราย สมุทร” ที่ล่าสุดได้เดินทางมาร่วมงาน “Inspire Giving, Ignite Miracles : ปลุกพลังแห่งการให้ ส่งต่อปาฏิหาริย์แห่งชีวิต” ณ OR Space โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ (รังสิต) เพื่อส่งเสริมการบริจาคอวัยวะและดวงตา
หลังจบงาน หนุ่มทรายได้ออกมาเปิดอกสัมภาษณ์แบบจัดหนักจัดเต็ม ทำหน้าที่ “กระบอกเสียง” สะท้อนปัญหาความอยุติธรรมในสังคม โดย ทราย สมุทร เผยว่า
“การบริจาคอวัยวะในตอนที่เราตายไปถือเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะว่าตอนที่เราตาย เราก็ไม่ได้มีความต้องการที่จะต้องมีอวัยวะ เราไม่จำเป็นที่จะต้องถือว่ามันยังเป็นของเราอยู่ ตอนเราตายเราหมดบทบาทในโลกนี้แล้ว เราก็ส่งต่อมันเป็นสิ่งที่ดีเพื่อที่เราจะได้สร้างบุญต่อคนอื่นครับ
บางคำสอนที่บอกว่าถ้าเราบริจาคอวัยวะชาติหน้าเราจะเกิดมามีอวัยวะไม่ครบ มันเป็นคำสอนที่มาจากความกลัว มันไม่ได้ตรงกับความถูกต้อง ทุกคำสอนของศาสนาเราต้องพิจารณาเอง อย่างที่เราเห็นตัวอย่างของผู้สอนศาสนาบางอย่างก็ไม่ได้ดีเสมอ มันต้องขึ้นอยู่กับเราเองที่จะตัดสินใจในเรื่องนี้ ถ้าเกิดทุกคนสบายใจหลังจากที่เราตายไปแล้ว เราอยากส่งต่อให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีกว่า ทรายคิดว่าเราควรบริจาคอวัยวะมันอาจจะทำให้คนอื่นมีชีวิตอยู่ต่อได้”
ประเด็นคัดค้านอ่างเก็บน้ำ 7,200 ล้านบาท ที่จันทบุรี “ทราย สมุทร” เผยว่า “เมื่อวานนี้ทรายไปจันทบุรีเพราะทางกระทรวงมีโครงการที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำที่เขาสิบห้าชั้น ที่คลองวังโตนด ซึ่งชาวบ้านไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องนี้เลย นี่คือสิ่งที่ทางกระทรวงออกนโยบายออกโครงการงบ 7,200 ล้านบาท เพื่อมาทำอ่างเก็บน้ำที่ไม่มีใครต้องการ เมื่อวานนี้มีคนคัดค้านเยอะมาก นี่คืออีกหนึ่งเรื่องที่มันไม่ยุติธรรมซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับชาวจันทบุรี ตอนนี้ดำเนินการถึงขั้นอนุมัติแล้วโดยไม่ถามคนในพื้นที่ ทรายไปถามคนในพื้นที่ว่าเขาได้ลงมาสอบสวนบ้างไหม มาขอความคิดเห็นบ้างไหม ชาวบ้านบอกว่าไม่มีและสิ่งที่แย่คือเขาอ้างว่าชาวบ้านต้องการสิ่งนี้ ทั้งๆ ที่ชาวบ้านที่ทำเกษตรเอง เขามีน้ำบ่อเลี้ยงเกษตรของเขาอยู่แล้ว แต่อ่างเก็บน้ำอันนี้เราต้องตั้งคำถามว่ามันจะเอาไปต่อยอดกับอะไร เราก็รู้ว่าเดี๋ยวนี้มันมีธุรกิจเทาเยอะ เราก็ไม่รู้ว่าน้ำตรงนี้ถ้าชาวบ้านไม่ต้องการแล้วคุณทำให้ใคร ตอนนี้เรายังสามารถโต้แย้งได้ถ้าทุกคนออกมาส่งเสียงต่อต้านอย่างที่เมื่อวานนี้เขาทำกัน
เมื่อวานนี้เราลงชื่อคัดค้านในเอกสาร 2 ฉบับ หนึ่งคือฉบับที่ส่งให้กับอุทยาน อีกฉบับหนึ่งส่งต่อให้กับศาลจังหวัดจันทบุรี ซึ่งอย่างที่เราพูดมันมีเรื่องของความเสี่ยงถ้าเราทำเขื่อนในพื้นที่ ประมาณ 14,000 ไร่ ช้างที่อยู่ในพื้นที่มันต้องย้ายเข้ามาใกล้เมืองมากขึ้น ซึ่งมันส่งผลให้มันมีการปะทะระหว่างคนกับช้างคือมันเป็นโครงการที่โคตรแย่ แล้วอย่างที่พูดว่าถ้าคุณไม่ถามความคิดเห็นของคนในพื้นที่ คุณมีสิทธิอะไรมากำหนดให้เขาแล้วอ้างว่าเขาต้องการให้สร้างอะไรแบบนี้ผมว่ามันแย่มากครับ”

“ที่ทรายออกมาพูดแบบนี้ถามว่ากลัวไหมคือทรายยอมใช้ชีวิตที่มันถูกต้องดีกว่าปิดกั้นความต้องการของเราที่จะพูดเพราะกลัวคนอื่นที่ทำสิ่งที่ไม่ดี ถามว่ามีคนที่มากาหัวเรา หมายหัวเราไหม มันก็มี แต่ทรายโชคดีที่ทรายมีคนที่จับตามองเยอะและคนที่รู้เจตนาทรายดีเยอะ ทรายเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือทราย ทรายรู้ว่าถ้าเกิดทรายไม่ออกมาเป็นกระบอกเสียงมันเสี่ยงต่อใจทราย ทรายรู้ว่ามันรู้สึกยังไงตอนที่เราไม่ได้เป็นเสียงให้กับความถูกต้อง อันนั้นคือผลกระทบที่ร้ายแรงมากกว่าการที่เราจะออกมาปะทะกับคนที่ทำไม่ถูกต้องครับ
เรื่องของความกังวลในความปลอดภัย ทรายกังวลมากกว่าถ้าทรายไม่ออกมาพูดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศเราเหมือนวันก่อนที่ทรายไปสถานทูตอิสราเอล ทรายรู้ว่าถ้าทรายไม่ออกมาพูด ทรายอยู่นิ่งนอนใจไม่ได้ ในวันที่เรามีเสียงเรามีคนฟังเราแล้วเราไม่ได้ใช้เสียงนี้มาปกป้องประเทศหรือสิ่งที่เรารัก มันไม่ได้เกี่ยวกับสีการเมืองเลยแต่มันเกี่ยวกับความถูกต้องในเวทีโลก ประเทศไทยคือประเทศที่คนเขาจับตามองเพราะเราเป็นมิตรกับทุกคน แต่ในวันที่เราเป็นมิตรกับทุกคนแล้วมีบุคคลคุกคามแน่นอนว่าเขาก็จับตาเราว่าเราจะตอบรับกับเรื่องนี้อย่างไร มีแค่คนในประเทศไทยที่สุดเรื่องสีการเมือง แต่ต่างประเทศเขาสนเรื่องภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากต่างชาติในประเทศเรา และนี่คือสิ่งที่ทรายกังวลมากที่สุด ตอนนี้ถึงเวลาที่เราต้องรวมตัวและเดินไปด้วยกัน คือทุกเรื่องที่เขารู้สึกกังวลที่เป็นเกี่ยวกับสีการเมืองมันรู้สึกได้แต่เราก็ยังต้องเดินหน้าในการวางตนไม่ให้ต่างชาติเข้ามาคุกคามประเทศเราได้มากกว่าเดิมเพราะว่าภาครัฐเราเป็นคนเปิดประตูให้ครับ”

โมเมนต์กับ “อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์” ทราย เผยต่อว่า “ตอนทรายเป็นเด็กทรายได้มีโอกาสไปทานข้าวที่ร้านอาหารหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา จากที่ฟังคนเล่ารอบข้างคือทรายเล่นกับตุ๊กตาสไปเดอร์แมนเพราะตอนนั้นหนังเรื่องสไปเดอร์แมนเพิ่งออกมาด้วยและหนังเรื่องมนุษย์เหล็กก็เพิ่งออกเหมือนกันแล้วเขาเห็นทรายนั่งอยู่ที่โต๊ะข้างๆ แล้วเขาก็เรียกทรายมาเล่น เขาก็เล่นกับเราแล้ว Offer ที่จะถ่ายรูปด้วยซึ่งจริงๆ แล้วสำหรับทรายไม่ได้มีตัวอย่างของผู้ชายที่เป็นพ่อที่ดี ในตอนทรายได้เจอกับ อาร์โนลด์ การที่เขาเป็นดาราหนังเป็นคนที่ได้เป็นนายกของรัฐนั้น ทรายว่าเขาเป็นคนที่โคตรเก่งและเป็นคนที่ดูแลหุ่นดูแลตัวเองได้ดี มันก็ปลุกฝันในตัวเราว่าอะไรมันก็เป็นไปได้ ขนาดเรายังได้เจอเขาแล้วเลย ทรายรู้ครับว่าเขาเป็นดาราเพราะทรายได้ดูเรื่องมนุษย์เหล็กแล้วในตอนนั้น เขาหล่อมากจริงๆ ซึ่งตอนนี้ทรายชอบผู้ชายที่หุ่นแบบคนเพาะกายนะ มีผู้ชายหุ่นเพาะกาย ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนนะ แต่ถ้าเกิดมีในประเทศทักมาได้ครับ (ยิ้ม) ทรายจำแค่ความอบอุ่นที่เขาให้เวลาเราและมองเห็นถึงตัวตนเราในจังหวะนั้นเพราะเขาเป็นคนที่ยุ่ง มีภารกิจเยอะแต่การที่ในเวลาส่วนตัวของเขา เขาให้ความอบอุ่นเรา ทรายคิดว่ามันบ่งบอกถึงบุคลิกและคุณภาพของตัวตนเขาได้ดีเลยครับเพราะถือว่าเขาเป็นไอดอลของทรายครับ”

ทราย สมุทรยังได้เผยถึง การฮีลใจแผลในวัยเด็ก และข้อความส่งถึงทุกคนอีกว่า
“เรื่องที่ทรายโพสต์ถึงป้ากับลุงและบอกว่าอย่าเพิ่งรำคาญคือบางทีตอนที่เราเจออะไรมาเยอะ การบำบัดตัวเองมันไม่ได้พูดครั้งเดียวแล้วมันจะหายไปจากใจเรา คือเราโดนหลายอย่าง บางคนอาจจะไม่รู้ว่าทรายอยู่ในสภาพแบบนั้นมา 20 กว่าปี มันเลยเป็นช่วงเวลาที่นานมากที่แม้วันนี้เราใช้ชีวิตในตอนนี้มีความสุขแล้วแต่พอความสุขอันนี้เราก็มีโอกาสที่จะทบทวนแล้วก็พูดในสิ่งที่เราเจอ เพื่อบอกย้ำกับตัวเองว่าสิ่งที่เราเจอมันไม่ยุติธรรม ทรายเลยตั้งใจที่จะพูดและสร้างความกล้าหาญให้กับตัวเองที่จะพูดอยู่เรื่อยๆ เพราะทรายอยากให้คนอื่นที่รอดจากเรื่องนี้มารู้สึกว่าคุณจะพูดกี่ครั้งมันก็ไม่เป็นไรเพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับคุณมันไม่ใช่ความผิดของคุณ นี่คือบริบทของการที่จะฮีลใจตัวเองที่แท้จริง การฮีลใจตัวเองมันไม่ได้เป็นเส้นทางที่มันจะเดินตรงแต่มันเป็นเส้นทางที่ค่อยๆ ดูแลและรักษา
ที่ทรายพูดว่าอย่าเพิ่งรำคาญเพราะทรายไม่อยากให้คนอึดอัดใจและทรายไม่อยากให้คนคิดว่าทรายก้าวร้าว การที่ทรายออกมาพูดมันก็เหมือนเป็นการเน้นย้ำให้คนอื่นที่เห็นด้วยว่าสังคมเราไม่ได้โหดร้าย ทุกคนสามารถเป็นกำลังใจให้กันและกันได้อย่างดีครับ ถามว่ามันมีสิ่งที่เลวร้ายกว่าที่เราพูดไหมคือ 20 ปีกว่าคนเราจะลุกขึ้นมาหาเสียงตัวเองได้ มันไม่ได้ง่ายเพราะสถานการณ์ต่างๆ มันโหดร้ายครับ สำหรับกำลังใจที่ส่งมาถึงทราย ทรายรักทุกคนครับ ไม่รู้จะพูดอะไรมากกว่านั้น ทรายคิดว่ามันเห็นชัดอยู่แล้วว่าทุกอย่างที่ทรายทำในงานของทราย มันแสดงถึงความรักที่ทรายมีให้กับทุกคนและประเทศของเราครับ ทรายอยากฝากถึงทุกคนที่ถูกคุกคามในตอนเด็กนะครับ เสียงทุกคน เสียงเรามักจะเป็นเสียงที่คนกดดันไม่ให้เราพูดเพราะกลัวจะเสียหน้าและคนที่กลัวเสียหน้าก็มักเป็นคนที่ทำร้ายเรา ทรายเลยค่อนข้างที่จะพูดเรื่องนี้บ่อยเพราะทรายอยากให้คนเข้าใจว่าเสียงของคุณ คุณพูดได้ มันคือชีวิตของคุณ มันคือสิ่งที่ถูกต้องอย่ากลัวที่จะพูดครับ”






