สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ว่า นายมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทเมตา กล่าวถึงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในตอนนี้ ว่าการแข่งขันทางธุรกิจและความรับผิดทางกฎหมาย เป็นแรงจูงใจเพียงพอให้บริษัทเอไอแต่ละแห่งดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยด้วยตัวเอง
ท่าทีดังกล่าวแตกต่างจากผู้บริหารบริษัทเอไอชั้นนำบางราย ที่เรียกร้องให้ภาคอุตสาหกรรมร่วมกันชะลอการพัฒนาเทคโนโลยี
ซักเคอร์เบิร์กกล่าวว่า ห้องปฏิบัติการเอไอทุกแห่งมีทั้งความรับผิดชอบ และแรงจูงใจที่จะพัฒนาโมเดลในระดับที่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ พร้อมระบุว่า บริษัทแต่ละแห่งสามารถดำเนินมาตรการของตัวเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องรอให้บริษัทอื่นดำเนินการพร้อมกัน
Last month I wrote about how we can build a positive and safe future for everyone: https://t.co/1KtONlqBs5
— Mark Zuckerberg (@finkd) September 15, 2026
Every lab has the responsibility and incentive to move at the pace required to train its models safely, and the ability to take its own actions to ensure that happens.
The…
ความเห็นนี้สะท้อนความแตกแยกในอุตสาหกรรมเอไอและหน่วยงานสหรัฐ เกี่ยวกับแนวทางรับมือคำเตือนว่า เทคโนโลยีกำลังพัฒนาเร็วกว่าความสามารถของมนุษย์ในการควบคุม
ซักเคอร์เบิร์กกล่าวด้วยว่า “ความไว้วางใจและการกำกับให้เอไอสอดคล้องกับเป้าหมายของมนุษย์” กำลังเป็นความสามารถสำคัญ ที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างโมเดลกับระบบเอไอ
สำหรับเมตา บริษัทมีแรงจูงใจอย่างมาก ที่จะป้องกันไม่ให้โมเดลสร้างความเสียหาย เพราะหากปล่อยให้เกิดขึ้น อาจทำให้บริษัทต้องรับผิดทางกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ซักเคอร์เบิร์กยกตัวอย่างกรณีเมตาเลื่อนการเปิดตัวผู้ช่วยเอไอ “มิวส์” เมื่อต้นปีนี้ เพื่อเสริมมาตรการรักษาความปลอดภัย และเสริมว่า เมตาไม่ได้รอให้บริษัทอื่นดำเนินการก่อน แต่ตัดสินใจชะลอด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมต่อทั้งผู้ใช้งานและบริษัท
นอกจากนี้ เมตายังใช้ผู้ประเมินอิสระตรวจสอบความปลอดภัยในหลายด้าน ซึ่งซักเคอร์เบิร์กกล่าวว่า เป็นแนวปฏิบัติดีที่สุดของอุตสาหกรรม และบริษัทอื่นสามารถดำเนินการตามได้.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



