เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 ก.ย. ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่และค่า GDP ว่า จะมีการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสหรือ 60/40 ต้องมองว่าราคาน้ำมันตอนนี้เริ่มพุ่งขึ้นสูงอีกแล้วตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาลิตรละ 5 บาท เช่น น้ำมันดีเซลกลับมาแตะ 40 บาทอีกครั้ง ซึ่งรัฐบาลกู้เงิน 4 แสนล้านบาทมาด้วยวัตถุประสงค์ที่เขียนไว้เองว่า จะบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ที่เป็นผลมาจากวิกฤติพลังงาน
ในเมื่อวิกฤติพลังงานส่งผลต่อราคาน้ำมัน ทำไมถึงไม่ใช้เงินตรงนี้ยิงเป้าให้ตรงจุดในการแก้ปัญหา กลายเป็นว่ากู้เงินมา 2 แสนล้านบาท และไปใช้กระตุ้นการบริโภคในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าเป็นการรักษาคะแนนนิยมทางการเมือง และในเมื่อราคาน้ำมันกลับมามีผลต่อวิกฤติอีกครั้งหนึ่ง ประชาชนลำบาก จะต้องมีนโยบายมาตรการช่วยเหลือที่พุ่งเป้าไปเลย เอาไปช่วยกลุ่มคนที่เดือดร้อน โดยเฉพาะเกษตรกร ประมง ภาคการขนส่ง
ส่วนเรื่องภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ มีข่าวว่าบริษัทใหญ่อย่างโตโยต้าถูกประเทศอินโดนีเซียแย่งฐานการผลิต และลงทุน จึงจะมีการออกนโยบายใหม่ แต่เน้นไปที่มาตรการทางภาษี โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตรถอีวีนำเข้า เรื่องนี้ต้องตั้งหลักให้ดีว่าเป้าหมายจริงๆ ต้องการรักษาวัตถุดิบ การใช้วัตถุดิบในประเทศ ชิ้นส่วนในประเทศ ขอเสนอ 4 ข้อ ที่ควรดำเนินการ คือ 1. ค่ายรถอีวีโดยเฉพาะจากจีนได้รับเงินอุดหนุนไปแล้ว 2 หมื่นกว่าล้านบาท รัฐบาล และบอร์ดอีวีค่อนข้างปล่อยผ่าน ต้องตรวจเข้มวิธีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศในส่วนของอีวีจีนที่กำลังผลิตชดเชยอยู่
2. ต้องปรับตัวให้เหมาะกับอนาคต ต้องกระตุ้นให้เกิดการลงทุน เช่น การตั้งศูนย์ R&D (Research and Development) แม้แต่การร่วมกันพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับยานยนต์สมัยใหม่ 3. อย่าลืมเรื่องแรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังทิ้งขว้างแรงงาน 4-5 แสนคน ถ้าจะให้อุตสาหกรรมนี้ไปต่อได้ มาตรการสรรพสามิตอย่างเดียวไปต่อไม่ได้ ต้องมีเงิน มีงบ และเคพีไอลงไปช่วยพัฒนาทักษะแรงงานไทย จากสันดาป ไปต่อไฮบริด และไปต่ออีวีได้
4. บริษัทเอสเอ็มอีของไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์จะต้องมีการเปลี่ยนผ่านเครื่องจักรการผลิตครั้งใหญ่ เพราะการส่งออกโดนกีดกันด้วยสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งเอสเอ็มอีของไทย ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไม่เพียงพอ ไม่สามารถทำได้ ดังนั้น ถ้าจะแก้เรื่องยานยนต์ต้องกลับมาตั้งหลักให้ดีอย่าเต้นตามจังหวะ แค่มาตรการภาษีสรรพสามิตอย่างเดียวไม่เพียงพอแต่ต้องมีมาตรการพุ่งเป้า มากขึ้นใน 4 ข้อที่เสนอ

ผู้สื่อข่าวถามว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส มีแนวคิดที่จะโยกงบประมาณแก้วิกฤติพลังงาน มาใช้ มองว่าจะผิดวัตถุประสงค์ทางกฎหมายหรือไม่ นายวีระยุทธ กล่าวว่า ถ้าไปอ่านใน พ.ร.ก.กู้เงิน เปิดช่องนี้ไว้ตั้งแต่ต้น เหมือนกับมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะสามารถโยกงบไปมาระหว่าง 2 ก้อน ระหว่าง 2 แสนล้านหลังกับ 2 แสนล้านแรกได้ ดังนั้นตามกฎหมายที่เขียนเตรียมไว้สามารถทำได้ ยังไม่มีแผนที่ชัดเจนเลยว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดอย่างไร โครงการก็เป็นเบี้ยหัวแตก และดูเหมือนจะเป็นโครงการในเชิงระบบอุปถัมภ์มากกว่าที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงานจริงๆ หากใช้ไปกับการกระตุ้นการบริโภคเพื่อคะแนนนิยมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว จึงคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่
เมื่อถามว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสดูเหมือนจะไม่มีใครกล้าแตะ เพราะอาจเป็นคะแนนนิยมและไม่ผิดกฎหมาย นายวีระยุทธ กล่าวว่า ปัญหาคือรัฐบาลไม่มีนโยบายอื่นเลย ทั้งการช่วยเอสเอ็มอี ช่วยสินค้าการเกษตร นอกจากมีกระบวนท่าเดิมๆ เช่น รถพุ่มพวงที่เข้าไปรับซื้อแต่ไม่ได้มีการเตรียมพร้อมล่วงหน้า ซึ่งปัญหาหลักของรัฐบาลคือไม่มีนโยบายอื่นเลยท่ามกลางการอธิบายว่ามีวิกฤติปัญหา 7-8 อย่างในประเทศ แต่พอไปถึงทางออกกลับมีแต่ 60/40 คำถามคือนโยบายเศรษฐกิจของนโยบายนี้คืออะไร คำตอบคือมีแค่ 60/40 เท่านั้น นี่คือปัญหาใหญ่
เมื่อถามถึงกรณีที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) พรรคประชาชนไม่สนับสนุนรถขยะอีวี และหุ่นยนต์ดับเพลิง นายวรภพ วิริยะโรจน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้กล่าวชี้แจงในฐานะกรรมการงบประมาณของ กทม. ว่า ตัวแทนของพรรคประชาชนสนับสนุนรถอีวี เพราะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่สภา กทม. มีการอนุมัติรถอีวีจำนวน 6 คันเพื่อนำร่อง มีการอนุมัติรถดูดฝุ่นที่ต้องเป็นรถอีวี และมีการอนุมัติ Outsource รถขยะอีวี จำนวน 200 ล้านบาท เพื่อนำร่องใช้ที่เขตสายไหม และเขตคันนายาว เพื่อเพิ่มรถขยะและแก้ปัญหาการจัดเก็บขยะ
ส่วนการไม่เห็นชอบคือตัวโครงการเช่ารถขยะอีวีที่ปรากฏในงบประมาณปี 70 เพียง 10 ล้านบาท แต่ส่วนนี้เป็นงบผูกพัน 8 ปี ถึง 6,000 ล้านบาท ที่จะเป็นการเปลี่ยนเช่ารถขยะอีวีกว่า 1,300 คัน ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนรถกว่า 75% โดยไม่มีการทดลองวิ่งว่าจะสามารถจัดเก็บขยะได้ตามที่กำหนดไว้หรือไม่ ดังนั้นสภา กทม. จึงไม่เห็นชอบในแง่ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่มีความเสี่ยงแต่ยังไม่มีการทดลองวิ่งจริง และไม่ได้มาพร้อมกับการแก้ปัญหา คือการไม่ได้มาพร้อมกับ Outsource, คนจัดเก็บขยะที่ไม่เพียงพอ ดังนั้นการเช่ารถโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้จะเป็นการซ้ำเติมเรื่องการจัดเก็บขยะตกหล่น ที่มาจากพนักงานจัดเก็บขยะไม่เพียงพอ เมื่อมีการอนุมัติ Outsource รถเก็บขยะอีวีแล้ว จึงมองว่าควรรอดูผลลัพธ์โครงการนำร่องก่อน เพื่อนำสู่การขยายผลในปีต่อไป.



