เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 69 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักวิเคราะห์การเมือง วิเคราะห์การประกาศนำประชาชนลงถนนเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 69 ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่า ประเด็นที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม แต่คือการเมืองแบบมวลชนบนท้องถนน จะยังมีประสิทธิภาพเพียงใด ท่ามกลางโครงสร้างสังคมและพฤติกรรมทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การกลับมาของนายสนธิจึงเปรียบเสมือนการนำ ‘วิธีการทางการเมืองจากอดีต’ มาทดสอบกับ ‘สังคมในปัจจุบัน’ หลังจากการเมืองยุคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ผ่านมานานกว่า 15-20 ปี ขณะที่โครงสร้างการสื่อสาร อำนาจ และพฤติกรรมของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ไม่อาจปฏิเสธบทบาทของนายสนธิ ที่มีต่อประวัติศาสตร์ การเมืองไทยยุคมวลชน โดยในช่วงเวลานั้น หากสามารถระดมประชาชนได้มากพอ ถนนจะกลายเป็นพื้นที่ต่อรอง และสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือน ต่ออำนาจทางการเมืองได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นบนถนนเพียงพื้นที่เดียว แต่กระจายอยู่บนแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้ง X, TikTok, Facebook, YouTube กลุ่มสนทนาออนไลน์ มีม และคลิปวิดีโอสั้น รวมถึงสงครามข้อมูล ที่ดำเนินอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ถนนจึงไม่ได้เป็นเวทีทางการเมืองที่สำคัญเพียงแห่งเดียวเหมือนในอดีต
ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า การที่คนรุ่นใหม่ไม่ออกมาร่วม การชุมนุมแบบเดิม ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาไม่สนใจบ้านเมือง ตรงกันข้าม คนรุ่นใหม่จำนวนมาก ติดตามการเมืองอย่างเข้มข้น แต่อาจเลือกแสดงออก ผ่านการเผยแพร่ข้อมูล การทำคลิปและมีม การตรวจสอบนักการเมือง การสร้างแคมเปญออนไลน์ การจัดกิจกรรมแบบแฟลชม็อบ ตลอดจนการใช้คะแนนเสียง เป็นเครื่องมือสร้างความเปลี่ยนแปลง ปรากฏการณ์การสนับสนุนพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นตัวอย่างหนึ่ง ของการมีส่วนร่วมทางการเมือง รูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้พึ่งพาการระดมมวลชน แบบการเมืองยุค พธม. แต่ใช้การเลือกตั้ง ข้อมูล เครือข่ายออนไลน์ และการมีส่วนร่วมทางความคิดเป็นเครื่องมือหลัก
“คนรุ่นหนึ่งอาจเชื่อว่า หากต้องการเปลี่ยนประเทศต้องลงถนน ขณะที่คนอีกรุ่นหนึ่งเชื่อว่า ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนข้อมูล และเปลี่ยนคะแนนเสียง นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างวัฒนธรรมทางการเมืองสองยุค” ผศ.ดร.เชษฐา ระบุ
ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า การชุมนุมบนท้องถนน จะยังไม่หายไปจากการเมืองไทย แต่ประสิทธิภาพและความหมายของการชุมนุมแบบเดิมจะลดลง ในอดีตเมื่อประชาชนหลายแสนคนอยู่บนถนน ประเทศอาจต้องหยุดชะงัก แต่วันนี้ประชาชนหลายล้านคน สามารถรวมตัวกันบนโลกออนไลน์ได้ โดยไม่ต้องออกจากบ้านแม้ม็อบหนึ่ง อาจมีผู้เข้าร่วมหลักหมื่น หรือหลักแสนคน แต่แฮชแท็กหนึ่งสามารถเข้าถึงประชาชนหลายล้านคน ขณะที่คลิปวิดีโอ หรือข้อมูลเพียงชุดเดียว อาจถูกเผยแพร่ต่อ และสร้างผลกระทบทางการเมือง อย่างกว้างขวาง
ด้วยเหตุนี้ การชุมนุมวันที่ 10 ก.ย. 69 จึงอาจเป็นการกลับมาของ “มรดกการเมืองยุคเก่า” เพื่อทดสอบว่า เครื่องมือที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตยังสอดคล้อง กับบริบทของสังคมปัจจุบันหรือไม่
ผศ.ดร.เชษฐา ทิ้งท้ายว่า ในโลกที่คนรุ่นใหม่เติบโตมากับ TikTok ปัญญาประดิษฐ์ และสงครามข้อมูล การเมืองอาจไม่ได้ตัดสินกันว่าใครยึดถนนได้ แต่อาจตัดสินกันว่าใครสามารถยึดพื้นที่ในความคิดของประชาชนได้มากกว่า
นี่คือความแตกต่างระหว่าง ‘การเมืองยุคม็อบ’ กับ ‘การเมืองยุค Gen AI’ เพราะม็อบอาจต้องใช้คนจำนวนมาก เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่คนรุ่นใหม่สามารถใช้ความคิดเพียงหนึ่งความคิด เดินทางไปถึงประชาชน หลายล้านคนภายในเวลาไม่กี่นาทีได้.



