เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์เมื่อรายการ “โหนกระแส” ได้เชิญนักร้องชื่อดัง “จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี” หรือ “จ๋าย ไททศมิตร” พร้อมด้วย “คุณปั่น” หนึ่งในผู้เสียหาย มาร่วมเจาะลึกกรณีถูกโกงการ์ดสะสมยี่ห้อดังอย่าง “การ์ดวันพีซ” ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายในกลุ่มสูงถึง 5 ล้านบาท และคาดว่าในภาพรวมวงการอาจเสียหายรวมหลายร้อยล้านบาท

รายการเริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงมูลค่ามหาศาลของวงการการ์ดสะสมในปัจจุบัน โดย จ๋าย ไททศมิตร ระบุว่าการ์ดบางใบมีมูลค่าพุ่งสูงถึงหลักล้านหรือสิบล้านบาท ซึ่งนอกจากวันพีซแล้วยังครอบคลุมไปถึงการ์ตูนเรื่องอื่นๆ เช่น โปเกมอน นารูโตะ และดราก้อนบอล สำหรับจุดเริ่มต้นคดีของจ๋ายเกิดจากการสั่งซื้อการ์ดผ่านการแนะนำ แต่กลับถูกคู่กรณีตัวกลางย่อว่า “นาย K” ทักมาอ้างว่าผู้ค้าอีกราย (โอ๊ต) จ่ายเงินมัดจำไม่ครบ ทำให้ส่งของไม่ได้ แต่เมื่อจ๋ายไปตรวจสอบย้อนกลับพบสลิปการโอนและสัญญาถูกต้องครบถ้วน อย่างไรก็ตาม นาย K กลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมพูดคุยโดยอ้างว่าไม่ได้ค้าขายกับจ๋ายโดยตรง และตอบเพียงคำเดียวว่า “ให้ไปคุยผ่านทนาย”

ด้าน คุณปั่น ผู้เสียหายอีกราย เล่าว่า เหตุการณ์เริ่มผิดสังเกตเมื่อนาย K เปิดรับพรีออร์เดอร์การ์ดนารูโตะ (Naruto) ทั้งที่ทาง Bandai Thailand ตัวแทนจำหน่ายหลัก ได้ออกมาชี้แจงเตือนว่าสินค้ารายการนี้ยังไม่เริ่มกระบวนการผลิตเลยด้วยซ้ำ เมื่อนำหลักฐานไปทวงเงินคืน นาย K กลับปฏิเสธและส่งเพียงภาพถ่ายมือถือเงินสดอ้างว่าจ่ายเงินไปแล้ว แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าจ่ายให้ใคร

ในระหว่างรายการ นาย K ได้โทรศัพท์เข้ามาชี้แจงว่าตนค้าขายกับอีกฝ่ายตามสัญญา 79 คาร์ตัน แต่มีการตกลงปากเปล่า 100 คาร์ตัน ทว่าอีกฝ่ายจ่ายมัดจำไม่ครบ ทำให้ตนนำเงินไปจ่ายต้นทางไม่ทันจนถูกยึดมัดจำ และนำของมาได้เพียงบางส่วน ยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์ใจ เงินส่วนใหญ่นำไปซื้อของที่ต่างประเทศทั้งทางตรงและผ่านนอมินี ส่วนการเดินทางไปให้ปากคำกับตำรวจ ขอรอทนายความที่ติดคดีอื่นอยู่ อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมรายการตั้งข้อสังเกตว่าคำตอบของนาย K มีความย้อนแย้งและไม่ชัดเจน ซึ่งทางตำรวจไซเบอร์เตรียมเข้าตรวจสอบเส้นทางการเงิน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และการเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อพิสูจน์ความจริงต่อไป

หลังจบรายการ คุณปั่น ได้เปิดใจสัมภาษณ์เพิ่มเติมกับสื่อมวลชน โดยยอมรับว่าความเครียดส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพเนื่องจากป่วยเป็นโรคเบาหวาน แต่ในปัจจุบันตนเองไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อยาประทังชีวิต จนต้องประหยัดด้วยการแบ่งกินยาเพียงทีละครึ่งเม็ด เพื่อเจียดเงินไว้ใช้จ่ายในครอบครัว

คุณปั่นระบุว่า ความรู้สึกในขณะนี้เต็มไปด้วยความอึดอัดและสับสน เพราะหากเป็นการถูกโจรชิงทรัพย์ไปตรงๆ ยังสามารถทำใจได้ว่าโดนโกง แต่กรณีนี้กลับเหมือนถูก “เลี้ยงไข้” ยื้อเวลามานานกว่า 10 เดือน ที่ผ่านมาคู่กรณีผิดสัญญามา 2-3 ครั้ง พอทวงถามก็ทยอยส่งของมาให้ทีละเล็กทีละน้อยเพื่อให้หวัง แล้วใช้โอกาสนั้นชวนจองสินค้าตัวใหม่เพิ่ม ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเองหลงเชื่อเพราะเคยซื้อขายการ์ดชุด OP 16 แล้วได้ของจริง รวมถึงเห็นอีกฝ่ายไลฟ์สดและออกบูธตามงานอีเวนต์ต่างๆ จึงวางใจและโอนเงินพรีออร์เดอร์ล่วงหน้าไปหลายรายการ จนกระทั่งมารู้ตัวในภายหลังว่าตกเป็นเหยื่อของการหมุนเงิน และถูกจ๋ายช่วยเตือนสติให้ออกมารายงานความจริงเพื่อไม่ให้คนอื่นต้องตกเป็นเหยื่ออีก

นอกจากนี้ คุณปั่นยังเปิดเผยถึงการผิดสัญญาอย่างรุนแรง เรื่องการส่งมอบการ์ดชุด OP 17 ที่ตนเองระบุในสัญญาชัดเจนว่าจอง “เทปใส” (JP) ซึ่งมีราคาตลาดสูงถึง 60,000 บาท แต่คู่กรณีกลับนำ “เทปเขียว” ซึ่งมีมูลค่าต่ำกว่ามาก (ราว 45,000-47,000 บาท) มาส่งมอบแทน โดยอ้างว่าแคร์ตนจึงแบ่งมาให้ก่อน รวมทั้งเมื่อขอเงินคืนเพียง 2-3 แสนบาทจากยอดความเสียหายรวมกว่า 5 ล้านบาท คู่กรณีกลับไม่มีเงินคืน และยอมรับว่าต้องไปกู้เงินนอกระบบมา 5-6 แสนบาท พร้อมชวนให้ลงเงินเพิ่มอีกเพื่อไปเอาของ 100 คาร์ตัน ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายหมดศักยภาพในการทำธุรกิจแล้ว

ในช่วงท้าย คุณปั่นได้เปรียบเปรยพฤติกรรมของนาย K อย่างเผ็ดร้อนว่า เหมือน “แมงกะพรุน” เพราะเป็นสัตว์ที่ไม่มีหัวใจ เวลาพูดคุยเจรจาด้วยก็มีแต่น้ำหาเนื้อหาสาระและข้อเท็จจริงไม่ได้เลย พร้อมกับฝากข้อความทิ้งท้ายถึงคู่กรณีว่า ขอคืนเพียงเงินค่ายาเบาหวาน เพื่อให้ตนเองสามารถมีชีวิตอยู่ทำงานเลี้ยงดูครอบครัวต่อไปได้ เพราะหากเบาหวานขึ้นจนไม่สามารถทำงานได้ ผลกระทบจะบานปลายไปมากกว่านี้อย่างแน่นอน