เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 69 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. ซึ่งเสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์และคณะ โดยย้ำเตือนให้สภาฯ และสังคมปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวใหม่ จากเดิมที่มักมองเป็นเพียง “ปัญหาสังคมหรือเรื่องส่วนตัว” ให้มองเป็น “ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขระดับชาติ” ที่กระทบต่อต้นทุนและอนาคตของประเทศ

นางรัดเกล้า อภิปรายว่า ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงวนลูปแก้ไม่ตก เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายมักมองปัญหาด้วยความสงสาร หรือเห็นใจ แต่ละเลยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรุนแรงในบ้านสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ การหยุดงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยที่ระบุว่า เหยื่อความรุนแรงถึงร้อยละ 61 ประสบปัญหาสมาธิในการทำงาน และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

สำหรับร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในการปฏิรูป ดังนี้

1.ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกเพศ ข้อมูลพบว่า หญิงไทย 1 ใน 6 เคยเจอความรุนแรง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อถึงร้อยละ 28.89 (อ้างอิงสถิติ รพ.นครพิงค์) แต่มีผู้กล้าแจ้งความไม่ถึงร้อยละ 30

2.นิยามความรุนแรงรูปแบบใหม่ ขยายความรุนแรงออกเป็น 8 ลักษณะ ตามมาตรา 4 ไม่จำกัดแค่บาดแผลทางกาย แต่ครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การยึดบัตร ATM การกักขังหน่วงเหนี่ยว การควบคุมแบบแผนชีวิต และการใช้อุปสรรคทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ

3.ทลายกับดักเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขที่เหยื่อไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic) ได้เนื่องจากหนี้สินครัวเรือนและภาระพึ่งพา โดยเพิ่มมาตรา 17 และหมวด 5 ให้รัฐต้องจัดหาที่พักพิง ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ถูกกระทำ

4.คุ้มครองความหลากหลายทางเพศ รองรับกลุ่มครอบครัวสมรสเท่าเทียมตามหลักสากล เพื่อทลายอุปสรรคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักถูกคุกคามในครอบครัวและกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่

5.สร้างกลไกเฝ้าระวังระดับชุมชน เพิ่มมาตรา 8 จัดตั้งเครือข่ายคุ้มครองและประสานความปลอดภัยระดับชุมชน (อสม. ผู้นำชุมชน ครู) พร้อมจัดอบรมยกระดับ เพื่อทำหน้าที่สังเกตสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย

6.ประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ เปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงป้องกัน โดยเสนอระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ (เฝ้าระวัง, ช่วยเหลือ, ฉุกเฉิน) สอดรับกับมาตรฐานสากล

7.เลิกวัดความสำเร็จด้วย “การคืนดี” ปรับหมวด 8 ห้ามนำการให้อภัย การยอมความ หรือการยอมกลับไปอยู่ร่วมกัน มาเป็นเงื่อนไขในการหยุดช่วยเหลือ โดยย้ำว่า “เรื่องความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อนการรักษาภาพลักษณ์ครอบครัว”

ช่วงท้าย นางรัดเกล้า ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์และปูรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงขอให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย ตำรวจ ศึกษาธิการ ร่วมกันขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ไปสู่การบังคับใช้จริง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ.