เมื่อวันที่ 17 ก.ย.69 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)และมี ร่างพ.ร.บ.ซึ่งเป็นร่างทำนองเดียวกันพิจารณา พร้อมกันไปอีกจำนวน 5 ฉบับ ได้แก่ 1. ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. ซึ่ง น.ส.วราภรณ์ แช่มสนิท กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 23,989 คน เป็นผู้เสนอ 2. ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. ซึ่ง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ 3. ร่างพ.ร.บงคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. ซึ่ง น.ส.ภัสริน รามวงศ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ 4. ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่ง นายนิกร จำนง กับคณะ เป็นผู้เสนอ 5. ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองความปลอดภัยจากความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. ซึ่ง นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี กับคณะเป็นผู้เสนอ
น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับที่… พ.ศ. … ชี้ความรุนแรงในครอบครัวแตกต่างจากอาชญากรรมนอกบ้าน เพราะเกิดขึ้นในพื้นที่ปิด คนภายนอกไม่เห็น ขณะที่ผู้กระทำมักเป็นคนใกล้ชิด ทำให้ผู้ถูกกระทำจำนวนมากไม่กล้าพูดหรือขอความช่วยเหลือ พร้อมย้ำว่า ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ความผิดของผู้ถูกกระทำ แต่เป็นการละเมิดสิทธิในร่างกายและจิตใจ
น.ส.กุลวลี กล่าวว่า ข้อมูลกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ปี 2567 พบผู้ถูกกระทำความรุนแรงเฉลี่ยวันละ 42 ราย และเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวมีถึง 4,833 ราย โดยมีปัจจัยสำคัญจากยาเสพติด ความเครียดทางเศรษฐกิจ และปัญหาสุขภาพจิต ขณะที่ข้อมูลศูนย์พึ่งได้ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ พบผู้ถูกกระทำความรุนแรงทั้งทางร่างกาย จิตใจ การคุกคาม และการละเมิดทางเพศกว่า 17,900 คนในปี 2567 และข้อมูลสายด่วน 1300 ระบุว่า ผู้กระทำ ร้อยละ 71 เป็นบุคคลในครอบครัว
น.ส.กุลวลี กล่าวต่อว่า ตัวเลขยังอยู่ในระดับสูง โดยย้อนกลับไปปี 2563 ศูนย์พึ่งได้ในโรงพยาบาล 566 แห่ง รับผู้ถูกกระทำความรุนแรง 16,676 ราย เฉลี่ย 46 รายต่อวัน สะท้อนว่าหลังมีกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมาตั้งแต่ปี 2550 ปัญหายังคงมีอยู่ ขณะที่ตัวเลขที่ปรากฏอาจไม่สะท้อนผู้ถูกกระทำทั้งหมด เพราะยังมีผู้ที่ไม่แจ้งเหตุมากและไม่เข้าสู่ระบบ
สส.ราชบุรี ยังชี้ว่า 4 ช่องว่างสำคัญของกฎหมายเดิม ได้แก่ 1. ให้น้ำหนักกับการรักษาครอบครัวและการไกล่เกลี่ยมากกว่าความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ หรือยอมความมากกว่าที่จะดำเนินคดี 2. บทลงโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท และเป็นความผิดอันยอมความได้ 3. อายุความ 3 เดือน อาจไม่สอดคล้องกับระยะเวลาที่ผู้ถูกกระทำต้องใช้ในการตัดสินใจขอความช่วยเหลือ และ 4. ยังครอบคลุมความรุนแรงที่ไม่ทิ้งบาดแผลทางกายได้ไม่เพียงพอ เช่น การควบคุมเงิน การยึด ATM การห้ามทำงาน การติดตามผ่านโทรศัพท์หรือแอปพลิเคชัน และการข่มขู่ควบคุมชีวิต
น.ส.กุลวลี ยังได้ยกตัวอย่างประเทศอังกฤษที่ปรับกฎหมาย Domestic Abuse Act 2021 ให้ครอบคลุมความรุนแรงทางกาย ทางเพศ พฤติกรรมข่มขู่ ควบคุมหรือบังคับ ความรุนแรงทางเศรษฐกิจ และการทำร้ายทางจิตใจ รวมถึงรับรองเด็กที่เห็น ได้ยิน หรือได้รับผลกระทบจากความรุนแรงว่าเป็นผู้เสียหายด้วย ส่วนตัวอย่างในไต้หวัน ได้ออกกฎหมายป้องกันความรุนแรงในครอบครัวตั้งแต่ปี 1998 ที่มีคำสั่งคุ้มครองทางแพ่ง นิยามความรุนแรงให้รวมถึงการคุกคามทางเศรษฐกิจ และพฤติกรรมควบคุม กำหนดชัดเจนว่าห้ามมิให้มีการไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอม
น.ส.กุลวลี ได้ฝากถึงกรรมาธิการพิจารณา 4 ประเด็น ได้แก่ 1. ทบทวนนิยาม “บุคคลในครอบครัว” ให้ครอบคลุมคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียน คู่ที่เลิกรากันแล้ว และคู่รักที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง 2. บัญญัติความรุนแรงทางเศรษฐกิจ ทางเพศ และการคุกคามด้วยเทคโนโลยีให้ชัดเจน 3. ทบทวนการยอมความ โดยต้องเกิดจากความสมัครใจของผู้ถูกกระทำ มีเงื่อนไขให้ผู้กระทำปฏิบัติจริง และมีกลไกรื้อฟื้นคดีเมื่อผิดเงื่อนไข และ 4. กำหนดกรอบเวลาการเข้าถึงที่เกิดเหตุและการออกคำสั่งคุ้มครอง พร้อมงบประมาณและกำลังคนที่เพียงพอ
“การรับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้คือการส่งสัญญาณว่าผู้ถูกกระทำทุกเพศทุกวัยต้องได้รับการคุ้มครอง และทุกฝ่ายในรัฐสภาต้องร่วมกันทำให้ “บ้าน” เป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง พร้อมประชาสัมพันธ์ผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงสามารถขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ของกระทรวง พม. ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” น.ส.กุลวลี กล่าว
สำหรับการอภิปรายร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …จะมีการประชุมต่อในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะพิจารณาต่อ และลงมติรับหลักการพร้อมตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญในการประชุมนัดถัดไป.



