เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 69 นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในการวางแนวทางปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีและลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณโครงการ รวมถึงประเมินกองทุนและองค์การมหาชนที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน เพื่อลดงบประมาณและจำนวนลูกจ้างลง โดยมุ่งเน้นการทำงานที่วัดผลจากคุณภาพและผลลัพธ์จริงมากกว่าเชิงปริมาณ 

นายจุติ กล่าวว่า ภารกิจสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงมีหลายด้านคือ 1.กฎหมายแข่งขันทางการค้า เพื่อป้องกันการผูกขาดจากทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ เพิ่มทางเลือกให้ประชาชน ส่งเสริมการแข่งขัน และช่วยลดค่าครองชีพ 2.การปราบปรามการทุจริต และการฟอกเงิน โดยนายอนุทินย้ำให้เดินหน้าอย่างเต็มที่ ทั้งการปราบปรามธุรกิจฟอกเงิน ธุรกิจผิดกฎหมาย การทุจริตงบประมาณรัฐ รวมถึงการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีสรรพากร ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐ โดยการดำเนินการจะสอดคล้องกับผลสอบการทุจริตของกระทรวงมหาดไทย 

นายจุติ กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนด้านระบบไอทีและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐนั้น จะต้องแก้กฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ, พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561, พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป 

รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจต่างประเทศที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย และธุรกิจนอมินีด้วยการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 อย่างจริงจัง โดยไม่สร้างความตื่นตระหนกจนกระทบการลงทุน ยึดหลัก “คุ้มครองคนดี แต่ไม่ต้อนรับคนชั่ว” หากดำเนินการได้จะช่วยประหยัดงบประมาณและเงินภาษีประชาชนได้ 70,000-100,000 ล้านบาทต่อปี คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ฟอกเงินฉบับใหม่จะพิจารณาเสร็จทันในสมัยประชุมนี้

นายจุติ ยังกล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อีก 2 เดือน ว่า เป็นมาตรการช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ค้าปลีก ซึ่งจำเป็นต้องกระตุ้นการบริโภค เนื่องจากการใช้จ่ายของประชาชนเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโต 

ประธาน กมธ.การเงิน การคลังฯ ได้แสดงความห่วงใยต่อต้นทุนพลังงานของประเทศ ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศสูงถึงร้อยละ 90 จึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน และเตรียมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคต โดยเฉพาะเงื่อนไขที่อาจกระทบผู้ส่งออกไทย.