แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเผชิญกับความท้าทาย แต่ “ธุรกิจอาหาร” ยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะอาหารไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นไลฟ์สไตล์และความสุขราคาจับต้องได้ของผู้คนในยุคปัจจุบัน ส่งผลให้มูลค่าตลาดร้านอาหารในประเทศไทย,uอยู่ที่ประมาณ 600,000 – 682,000 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 2.5% – 3.9% (ข้อมูลประเมินโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

หนึ่งในเซกเมนต์ที่เติบโตอย่างโดดเด่นคือ “ตลาดร้านอาหารไทยสำหรับคนรุ่นใหม่ในศูนย์การค้า” ที่ตอบโจทย์ทั้งรสชาติ ความสะดวก และประสบการณ์การกินดื่ม ซึ่งหากพูดถึงตัวจริงที่ครอบครองพื้นที่และหัวใจของคนเมืองในยุคนี้ คงหนีไม่พ้นสองอาณาจักรแบรนด์ใหญ่อย่าง “iberry Group” และ “เครือรวยไม่หยุด” ที่เดินหน้าขยายอาณาจักรอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยการแตกไลน์แบรนด์อาหารครอบคลุมหลากหลายประเภท ตั้งแต่สตรีทฟู้ดยกระดับ หมูกระทะ ไปจนถึงอาหารไทยสไตล์พรีเมียม ซึ่งล้วนประสบความสำเร็จและกลายเป็นไวรัลทุกครั้งที่เปิดตัวแบรนด์ใหม่

ปัจจุบันในเครือ iberry Group หรือบริษัท ไอเบอร์รี่ โฮมเมด จำกัด มีแบรนด์ในพอร์ตรวมกันถึง 22 แบรนด์ ทั้งแบรนด์ที่ปั้นเอง และแบรนด์ร่วมทุน โดยมีสาขารวมกันทั่วประเทศมากกว่า 140 สาขา ประกอบด้วย

1.กลุ่มก๋วยเตี๋ยว / เมนูสเปเชียลตี้ (ยอดฮิตสาขาเยอะที่สุด)

ทองสมิทธ์  ก๋วยเตี๋ยว ,ทองสมิทธ์ HOT POTชาบูหม้อไฟก๋วยเตี๋ยวเรือ ,ทองสวีท: ขนมหวาน ของทานเล่น ,โต๊ะคิม ข้าวมันไก่ ,ตรอกมะระกา ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ ,รส’นิยม สตรีทฟู้ดและก๋วยเตี๋ยวไทย

2.กลุ่มอาหารไทย / อาหารไทย-จีน / กับข้าว

กับข้าว’ กับปลา ร้านอาหารไทย-เอเชียน ,เจริญแกง ข้าวแกงไทยพรีเมียม ,ฟ้าปลาทาน ข้าวต้มปลาและก๋วยเตี๋ยวปลา ,โรงสีโภชนา อาหารไทย-จีน

3.กลุ่มปิ้งย่าง / ยำ / อาหารรสแซ่บ

ชิ้นโบแดง หมูกระทะพรีเมียม ,เบิร์นบุษบา ยำแซ่บ ส้มตำ และของย่าง

4.กลุ่มบรันช์ / คาเฟ่ / อาหารนานาชาติ

Fran’s (Brunch & Greens) ,Downtown by Fran’s ,อันเกิม-อันก๋า อาหารเวียดนามและซีฟู้ด ,Bánh MiMi บั๋นหมี่แซนด์วิชสไตล์เวียดนาม ,Oh My Godmother (OMGM) ร้านอาหารและเค้ก ,Maison RORU ร้านซูชิแฮนด์โรล ,สเลญวน อาหารเวียดนาม-อีสานประยุกต์

5.กลุ่มขนม ของหวาน และเครื่องดื่ม

Iberry ร้านไอศกรีมโฮมเมด ,รวมมิตร คาเฟ่ ของหวานและน้ำชงโบราณ ,Bura Marie คาเฟ่ขนมและเครื่องดื่ม ,Gapple สมูทตี้และสกัดเย็น

ขณะที่ เครือรวยไม่หยุด มีแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอรวมกันมากถึง 16–18 แบรนด์ ที่ปรับเปลี่ยนตามการหมุนเวียนแบรนด์ใหม่และรีแบรนด์ โดยมีสาขารวมกันทั่วประเทศ มากกว่า 50–60 สาขา ประกอบด้วย

1. กลุ่มอาหารไทย & สตรีทฟู้ด 

เกศเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยวเรือไฮเอนด์และก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ,เกศเตี๋ยว ป๊อกป๊อก & ต้มยำ ,หมูกระทะคนรวย ,Black Pig แจ่วฮ้อน So Hot ร้านแจ่วฮ้อนและชาบูอีสาน ,ข้าวแกง & ปลาทู ,ข้าวมันไก่หนีห่าว

2. กลุ่มอาหารเกาหลี & ปิ้งย่าง 

nice two Meat u ร้านปิ้งย่างเกาหลี ,Cheongdam (ชองดัม) / Hannam ร้านปิ้งย่างและอาหารเกาหลี ,Happy Pig ร้านปิ้งย่างเกาหลีสไตล์โมเดิร์น ,Sundububu ร้านอาหารและแกงซุนดูบูเกาหลี ,E-Bomb แซนด์วิชไข่และอาหารเกาหลีทานง่าย ,Daerim Noodles ร้านก๋วยเตี๋ยวสไตล์แดนกิมจิ

3. กลุ่มคาเฟ่ ของหวาน และเครื่องดื่ม 

Fire Tiger by Seoulcial Club (ชานมเสือพ่นไฟ ,Mil Toast House Thailand คาเฟ่ขนมปังนึ่งสไตล์เกาหลี ,CHAGÔ (ชาโก้): คาเฟ่ชาและเครื่องดื่ม ,Dosan Dalmatian บรันช์คาเฟ่ ,Standard Bun แบรนด์เบเกอรี่ขนมปังมอคค่า ,Juicy Bunny / Juicy Baby ร้านสมูทตี้และเครื่องดื่มสกัดสด

4. กลุ่มอาหารญี่ปุ่น & อื่นๆ

Rollishi ร้านซูชิแฮนด์โรลและอาหารญี่ปุ่น ,Wagyu no Kiwame ร้านเนื้อวากิวสเปเชียลตี้

การเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งของทั้ง iberry Group และ เครือรวยไม่หยุด สะท้อนให้เห็นว่า “โอกาส” ในธุรกิจอาหารยังคงมีอยู่เสมอสำหรับผู้ที่เข้าใจอินไซต์และพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจก็ตาม

สิ่งที่ทำให้ทั้งสองอาณาจักรประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่การขายรสชาติอาหารที่ถูกปาก แต่คือการขาย “ประสบการณ์การกินดื่ม” ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นการนำเมนูคุ้นเคยอย่างก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวแกง หรือหมูกระทะ มารีแบรนด์ให้เข้าถึงง่าย มีภาพลักษณ์พรีเมียม และตกแต่งร้านให้สวยงามตอบโจทย์สายโซเชียล

การต่อสู้ของสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการอาหารไทยยุคใหม่นี้ จึงไม่เพียงแต่ช่วยปลุกกระแสและเพิ่มมูลค่าให้กับตลาด F&B ในประเทศให้คึกคัก แต่ยังเป็นพิสูจน์ให้เห็นว่า “แบรนด์ไทย” มีศักยภาพสูงมากในการยึดพื้นที่หัวใจของผู้บริโภค และพร้อมจะขยับขยายสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ในศูนย์การค้าได้อย่างน่าจับตามองในอนาคต