เมื่อวันที่ 23 ก.ย. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าการเดินทางเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งได้มีการหารือและทำข้อตกลงความร่วมมือด้านการอาชีวศึกษากับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการเตรียมกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เร่งพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรมในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อรองรับความร่วมมือและการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งพัฒนาทักษะครูและบุคลากรให้ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงส่งเสริมให้มีการฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการจริง เพื่อให้การผลิตกำลังคนมีความเป็นรูปธรรมและตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพราะขณะนี้มีบริษัทด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่น โรงงานอินฟิเนียนที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเตรียมเปิดดำเนินการในวันที่ 1 ต.ค.นี้ และขณะนี้เริ่มมีการประสานเรื่องบุคลากรด้านเทคนิคแล้ว จึงจำเป็นต้องเร่งผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยเฉพาะบุคลากรที่มีทักษะระดับสูง

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังหารือถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA ครั้งต่อไปในปี 2029 โดยแม้ผลการประเมินล่าสุดที่ประกาศเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา อันดับของประเทศไทยขยับจากอันดับ 58 มาเป็นอันดับ 53 แต่ ศธ.จะต้องเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีข้างหน้า จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำแผนและกระบวนการเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบ PISA 2029 เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และยกระดับสมรรถนะของผู้เรียนให้มีความพร้อมมากขึ้น  ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้หารือถึงการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนในสถานศึกษาด้วยว่า ศธ.อยู่ระหว่างจัดทำแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือให้เหมาะสมกับช่วงวัย โดยในระดับปฐมวัยและประถมศึกษาเห็นว่าไม่ควรให้นักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน เนื่องจากมีงานวิจัยที่สะท้อนถึงผลกระทบต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมของเด็ก ส่วนระดับชั้นที่สูงขึ้น ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับมาตรการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนและในชั้นเรียน โดยมอบหมายให้จัดทำแผนปฏิบัติการที่เหมาะสมและนำเสนอเพื่อพิจารณาต่อไป

“เรื่องการคุมใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนต้องกำหนดมาตรการให้ชัดเจน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมตามช่วงวัยเป็นหลัก และในขั้นต่อไปจะเชิญแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาหารือร่วมกัน เนื่องจากแพลตฟอร์มมีส่วนสำคัญต่อการเข้าถึงของเยาวชน อาจต้องพิจารณาเรื่องเงื่อนไขด้านอายุ รวมถึงประเภทของคอนเทนต์ที่เด็กสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและปลอดภัยสำหรับเยาวชน” นายประเสริฐ กล่าว