เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 69 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นประธาน ได้เรียกหน่วยงานรัฐมาชี้แจงกรณีการเข้ามาตั้ง “ศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่” (Data Center) ในประเทศไทย หลังชาวบ้านหลายพื้นที่กังวลว่าจะถูกแย่งน้ำ แย่งไฟ และต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟแพงขึ้น เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ คืออาคารที่เก็บเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาล เปิดทำงานทั้งวันทั้งคืน จึงกินไฟมากและต้องใช้น้ำจำนวนมากหล่อเย็นไม่ให้เครื่องร้อนเกินไป

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า มีโครงการยื่นขอใช้ไฟแล้ว 113 โครงการทั่วประเทศ รวม 31,751 เมกะวัตต์ ขณะที่ไฟฟ้าที่คนไทยทั้งประเทศใช้สูงสุดพร้อมกันในวันที่ร้อนที่สุดอยู่ที่ราว 36,000 เมกะวัตต์เท่านั้น เมื่อคัดคำขอที่ซ้ำซ้อนออก เหลือความต้องการจริงราว 20,220 เมกะวัตต์ โดยร้อยละ 87 หรือ 47 โครงการ กระจุกในภาคตะวันออก แต่ปัจจุบันจัดสรรไฟให้ได้เพียง 3,817 เมกะวัตต์ และเซ็นสัญญาแล้ว 2,636 เมกะวัตต์ หากจะรับทุกโครงการ ต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มอีก 6,000–10,000 เมกะวัตต์ ภายใน 5 ปี ขณะนี้ สกพอ. จึงตั้งเพดานรับในภาคตะวันออกไว้ไม่เกิน 10,000 เมกะวัตต์

สกพอ.ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลหนึ่งที่ทุนต่างชาติแห่มาตั้งในไทย เพราะรู้ว่าไทยมีไฟฟ้าสำรองเหลือมาก โดยกำลังผลิตติดตั้งของไทยอยู่ที่ราว 50,000 เมกะวัตต์ แต่ใช้จริงสูงสุดราว 36,000 เมกะวัตต์ เท่ากับมีไฟเหลือเกือบ ร้อยละ 40 ขณะที่หลายประเทศ เช่น จีน ไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของธุรกิจนี้ แต่นี่คือความเสี่ยงที่ต้องคิดให้รอบคอบ หากวันหนึ่งจีนหรือประเทศอื่นสร้างโรงไฟฟ้าได้เพียงพอแล้ว ธุรกิจเหล่านี้ก็อาจย้ายกลับไป และหากถึงตอนนั้นไทยลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไปหลายพันเมกะวัตต์แล้ว เราจะเหลือไฟฟ้าส่วนเกินมหาศาลที่ไม่มีคนใช้ ซึ่งภาระค่าก่อสร้างจะตกอยู่กับประชาชนผ่านบิลค่าไฟไปอีกหลายสิบปี

โดย กมธ.การที่ดินฯ จึงเห็นว่า โครงการขนาดใหญ่ควรลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าของตนเอง เพื่อไม่ให้เป็นภาระของรัฐและประชาชน ซึ่งเริ่มมีความเป็นไปได้จริง เพราะ สกพอ. ได้วางแผนให้โครงการในพื้นที่ที่ดูแลใช้ไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บของตัวเองรวม 800 เมกะวัตต์

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานว่า แม้สร้างแหล่งน้ำตามแผนครบทุกโครงการ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ก็ยังจะขาดน้ำราว 318 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2575 และเพิ่มเป็น 492 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2580 ขณะที่แผนพัฒนาแหล่งน้ำ 39 โครงการ ทำเสร็จเพียง 19 โครงการ อีก 16 โครงการยังไม่ได้เริ่ม หากศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ เข้ามาเต็มเพดาน จะต้องใช้น้ำวันละราว 330,000 ลูกบาศก์เมตร เทียบเท่าน้ำประปาที่คนเป็นล้านคนใช้ในหนึ่งวัน สทนช. จึงเสนอหลักการว่า พื้นที่ไหนน้ำไม่พอ ก็ไม่ควรให้ตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่

ทางด้าน สกพอ. ได้เสนอแนวทางที่ กมธ.การที่ดินฯ เห็นว่าน่าสนใจ คือการนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วจากชุมชนและโรงแรม กลับมาใช้ระบายความร้อนของศูนย์ข้อมูลได้ โดยวางแผนไว้ถึงวันละ 120,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะช่วยลดการดึงน้ำประปาที่ชาวบ้านใช้อยู่ได้อย่างมาก คณะกรรมาธิการเห็นว่าแนวทางนี้ควรกำหนดเป็นเงื่อนไขบังคับ ไม่ใช่ทางเลือกตามความสมัครใจ พร้อมกันนี้ สทนช. ยังชี้ว่าระบบทำความเย็นแบบเก่ากินน้ำมากกว่าระบบหมุนเวียนถึง 10 เท่า กฎหมายตามไม่ทัน ไม่มีเจ้าภาพ ชาวบ้านจึงไม่มั่นใจ

น.ส.กุลวลี กล่าวว่า ประเด็นที่ กมธ.การที่ดินฯ  มีความห่วงมากที่สุดคือ ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพดูแลกิจการนี้โดยตรง กฎเกณฑ์ที่ใช้อยู่เป็นเพียงระเบียบปลีกย่อยที่หยิบมาจากกฎหมายหลายฉบับ เพราะกฎหมายยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน ผลคืออาคารเหล่านี้ถูกนับเป็นเพียง “โกดัง” ไม่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และไม่ต้องรับฟังความเห็นชาวบ้านก่อนสร้าง  แม้ทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ชี้แจงว่าขณะนี้ยังไม่มีระเบียบรองรับให้กิจการประเภทนี้ต้องทำ EIA แต่ กมธ.การที่ดินฯ เห็นว่า สผ. ควรทบทวนแนวทางและกำหนดให้ต้องจัดทำ EIA เพราะทุกวันนี้ประชาชนขาดความมั่นใจ ไม่รู้ว่าอาคารที่มาตั้งข้างบ้านจะใช้น้ำใช้ไฟเท่าไร จะมีเสียง ความร้อน หรือความเสี่ยงจากน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองหรือไม่ การมี EIA จะเป็นเวทีให้ชาวบ้านได้รับข้อมูลและแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการ ค่าน้ำค่าไฟต้องไม่มาลงที่ชาวบ้าน

การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ระบุว่าน้ำที่จ่ายให้ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ จะเพิ่มจากวันละ 6,520 ลูกบาศก์เมตรในปีนี้ เป็นกว่า 63,000 ลูกบาศก์เมตรในปีหน้า หรือเกือบ 10 เท่าในปีเดียว พร้อมยอมรับว่าค่าน้ำที่เก็บอยู่ยังไม่ได้คิดรวมความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและโอกาสที่เกษตรกรต้องเสียไป จึงกำลังเสนออัตราใหม่เฉพาะกลุ่มนี้ คาดเริ่มใช้ราวเดือน พ.ย.นี้

ด้านการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) รายงานว่า ในกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ มีศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์  24 โครงการ พร้อมยืนยันว่าหากต้องขยายระบบไฟเพื่อรองรับโครงการเหล่านี้โดยเฉพาะ จะเก็บเงินจากเจ้าของโครงการเอง ไม่ผลักมาเป็นภาระผู้ใช้ไฟรายอื่น

น.ส.กุลวลี กล่าวต่อว่า สิ่งที่ กมธ.การที่ดินฯ จะผลักดันให้ประชาชนต่อไป 5 เรื่อง คือ 1.ให้โครงการขนาดใหญ่ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง ไม่มาพึ่งไฟของรัฐที่ประชาชนร่วมจ่ายอยู่ 2.ไม่ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เกินความจำเป็น เพื่อไม่ให้เหลือไฟส่วนเกินที่ประชาชนต้องแบก หากนักลงทุนถอนตัวกลับประเทศ 3.กำหนดให้ต้องจัดทำ EIA เพื่อให้ชาวบ้านได้รับข้อมูลและมีสิทธิแสดงความเห็นก่อนสร้าง ตั้งเจ้าภาพดูแลกิจการนี้โดยตรง และเร่งออกกฎหมายให้ทันกับเทคโนโลยี 4.บังคับใช้น้ำเสียที่บำบัดแล้วและระบบหมุนเวียนน้ำ แทนการดึงน้ำประปาที่ชาวบ้านใช้ 5.เร่งสร้างแหล่งน้ำในภาคตะวันออกที่ค้างอยู่ 16 โครงการ ให้ชาวบ้านและเกษตรกรมีน้ำใช้ก่อน   ทั้งนี้ กมธ.การที่ดินฯ จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งถึงคณะกรรมการระดับชาติที่ดูแลเรื่องนี้ ก่อนที่รัฐบาลจะออกกฎควบคุมฉบับใหม่.