ล่าสุดยังควงนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เดินทางไปกราบสักการะพระพุทธชินราช ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร และเข้าพิธีเจิมฝ่ามือลงยันต์ “นะมะมน มนต์นางพญา” กับหลวงพ่อสำลี ที่ วัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 19 ก.ย.เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเดินทางไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

เรียกว่าเดินสายมูเตลูขั้นสุด แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียวก็ไม่ช่วยอะไร เพราะถ้ามองในเรื่องความเหนือธรรมชาตินี่ นายอนุทินเข้ามาเป็นผู้นำก็เจอเรื่องใหญ่ๆ อยู่หลายครั้ง ตั้งแต่ก้าวแรก สมัยแรกที่เกิดเหตุหลุมยุบขนาดใหญ่ที่หน้าสถานีตำรวจสามเสน เหตุการณ์เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ถล่มทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 กรุงเทพอภิวัฒน์ ปลายทางอุบลราชธานี เหตุการณ์รถไฟบรรทุกสินค้าพุ่งชนรถเมล์ที่จุดตัดทางรถไฟย่านมักกะสัน แม้กระทั่งเหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว 

แต่ถ้ามองตามหลักการ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นฝีมือของมนุษย์ที่มีความประมาท เหมือนกับสถานการณ์พายุฝนกระหน่ำน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายๆ จังหวัดทั่วไทยรอบนี้ ถ้าไม่เรียกว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประมาท ก็ต้องเรียกว่าฝีมือไม่ถึงหรือไม่ เพราะด้วยเทคโนโลยีในการตรวจสอบสภาพอากาศต่างๆ ถือว่าทันสมัย ภาพฟ้องชัดว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และยาวนานแค่ไหน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับเลือกที่จะไม่พูดความจริง

เรื่องฟ้าฝน และน้ำท่วมรอบนี้ประชาชนต่างเข้าใจดีว่าต่อสู้กับมันได้ลำบาก เพราะฝนตกเยอะยาวนาน แต่ถ้าหากหน่วยงานกล้าบอกความจริง และแจ้งเตือนประชาชนแต่เนิ่นๆ น้ำจะท่วมก็ท่วมไป แต่ความเสียหายจะน้อยกว่านี้เพราะเราเตรียมตัวเพื่อลดความเสียหายกันเอาไว้แล้ว

นี่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อย่างญี่ปุ่น ที่มีการประเมินว่าสิ่งที่เจอถึงขั้นเป็นพายุดีเปรสชัน มีการประกาศเตือนประชาชน ประกาศอพยพแต่เนิ่นๆ แต่สิ่งที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ และรัฐบาลไทยกลับพูดเพียงว่า “เอาอยู่” แถม “นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” ยังออกมาตอบโต้ถึงคนที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาฝนตก น้ำท่วม ว่า “อย่าเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเล่นการเมือง”

ก็แน่ละ ไม่มีใครอยากเล่นการเมืองในยามวิกฤติ แต่ถ้ารัฐบาลตอบโต้สถานการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผลจะมีใครว่าอะไร ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือ เหมือนกับที่เคยเชื่อคำว่า “เอาอยู่” ของรัฐบาลนั่นแหละ

แต่วันนี้ความจริงปรากฏ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ช่วยอะไร ธรรมชาติลงโทษอย่างหนัก คนที่ต้องตกระกำลำบากคือประชาชน ที่ต้องสูญเสียทรัพย์สิน สูญเสียผู้เป็นที่รักไปกับน้ำท่วมครั้งนี้ โดยที่รัฐบาลมีการตอบโต้สถานการณ์ได้อย่างล่าช้ามาก

อย่าเรียกว่าเป็นช่วงดวงตกของรัฐบาล เพราะถ้าย้อนกลับไปที่เหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นเอาเฉพาะในยุครัฐบาลปัจจุบัน มีแต่การตั้งรับ ไล่แก้ปัญหาเป็นวัวหายล้อมคอก ซึ่งมีแต่ทำให้ความเชื่อและศรัทธาจากประชาชนลดลง ยิ่งเมื่อเทียบกับการบริหารบ้านเมืองด้านอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน เอื้อเครือข่ายพวกพ้อง ที่กฎหมายหรือความยุติธรรมใดๆ เอื้อมไม่ถึง

ยิ่งเกิดการเสื่อมศรัทธาในรัฐบาล สั่งสมความไม่พอใจของประชาชน เป็นระเบิดลูกใหญ่ที่อาจล้มรัฐบาลได้ ดังนั้น นี่ก็เป็นโจทย์ใหญ่ของ “รัฐบาลอนุทิน” ที่ต้องไปคิดแก้ปัญหาเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับมา เอาเรื่องเร่งด่วนตรงหน้านี้ก่อนต้องแก้ปัญหาวิกฤติน้ำท่วมนี้ให้ได้ และต้องรวดเร็วด้วย

สิ่งสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานรัฐต้องตระหนักอันดับแรกคือต้องยอมรับ และแจ้งปัญหาอย่างตรงไปตรงมาให้ประชาชนรู้ ถึงจะเป็น “ไทยเดียวกัน” ร่วมมือกันแก้ปัญหา อย่าให้ถึงวันที่ประชาชนมองว่าต้องทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่รัฐบาลบอกถึงจะเป็นทางรอดเลย แบบนั้นจะเปลี่ยนวิกฤติเป็นหายนะแน่นอน.