ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวเรื้อรังกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยกดดันด้านค่าครองชีพ ภาระหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ได้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทย พร้อมเสนอแนะทางออกเชิงนโยบายแก่ภาครัฐไว้อย่างครอบคลุม ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว หลังจากรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารประเทศใกล้ครบ 1 ปี
แจกเงินแค่ ‘ซื้อเวลา’ ระวังเสพติดประชานิยม
ดร.อมรเทพ ระบุว่า ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพที่สูงขึ้นของคนไทยไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นจากภาวะสงคราม แต่เป็นผลมาจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตในระดับต่ำต่อเนื่องมาหลายปีตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้งและการยุบสภา
แม้ภาครัฐจะออกมารตรการช่วยเหลือค่าครองชีพมาอย่างต่อเนื่อง และต่อให้สงครามในต่างประเทศยุติลง กำลังซื้อและความสามารถในการจับจ่ายของคนไทยก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากติดดักปัญหาหนี้สูงและปัญหาเชิงโครงสร้าง
สำหรับมาตรการอุดหนุนระยะสั้น เช่น การแจกเงิน มองว่าเป็นเพียงการซื้อเวลาที่ไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวได้ และอาจสร้างผลเสียในระยะยาว
“ไม่อยากจะเห็นมาตรการแจกเงินแบบนี้ เดี๋ยวคนจะเสพติดประชานิยม… เพราะแจกแล้วจบ”
ทั้งนี้ รัฐบาลควรเปลี่ยนทิศทางจากการแจกเงินเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้าตามท้องถิ่นต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องอย่างจริงใจและยั่งยืน
ดึงดูด FDI ด้วย ‘พลังงานสะอาด’
ดร.อมรเทพ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานโซลาร์ และไบโอดีเซล ซึ่งความสำคัญไม่ได้หยุดอยู่แค่นลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI)
“การจะใช้ Renewable Energy หรือพลังงานทดแทนอื่นๆ ก็คงจะต้องมี เพื่อดึงดูด FDI ต่างชาติที่เขาเข้ามา บ้านเราก็อยากได้พลังงานสะอาดเพื่อตอบโจทย์เรื่องการแก้ปัญหามลพิษของโลก”
ข้อเสนอแนะในส่วนนี้คือ ภาครัฐควรรงรุกมาตรการส่งเสริมให้ครัวเรือนไทยเข้าถึงและใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น พร้อมทั้งจัดวางระบบให้ครัวเรือนสามารถส่งต่อกำลังการผลิตส่วนเกินของพลังงานสะอาดเข้าสู่ภาคการผลิต ซึ่งจะกลายเป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมกลับคืนสู่ครัวเรือนไทยอีกทางหนึ่ง
สัญญาณเตือนกำลังซื้อแผ่วไตรมาส 4
เมื่อประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น มาตรการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ช่วยเหลือเพิ่มเติม คนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 เดือน โดย ดร.อมรเทพ มองว่ามาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการ “ประคองสถานการณ์” ไม่ให้เศรษฐกิจทรุดหนักไปกว่าเดิม ซึ่งถือว่า “ดีกว่าไม่มีอะไรเลย” แต่ไม่อาจฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน
สะท้อนจากข้อมูลไตรมาสที่ 2 แม้จะมีมาตรการกระตุ้น แต่พฤติกรรมผู้บริโภคพบว่าการใช้จ่ายขยับตัวได้เฉพาะสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่ยอดซื้อสินค้าขนาดใหญ่และของใช้จำเป็นในครัวเรือนอื่นๆ กลับมีแนวโน้มแย่ลง ส่งผลกระทบตรงต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่น
นอกจากนี้ เดิมทีคาดว่าสถานการณ์จะเริ่มฟื้นตัวหลังไตรมาสที่ 3 แต่การกลับมาของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จะกลายเป็นตัวฉุดกำลังซื้อและดันค่าครองชีพให้อยู่ในระดับสูงต่อ
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ยังพอมีปัจจัยบวกจากภาคการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาช่วยประคองไว้ได้ แม้จะขาดมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศก็ตาม
จี้รัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับทิศทางในระยะกลาง ดร.อมรเทพ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวในลักษณะ ค่อยเป็นค่อยไป แต่มีปัจจัยฉุดรั้งสำคัญคือ ภาคการก่อสร้าง โดยเฉพาะการก่อสร้างภาคเอกชนที่ยังคงทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ธุรกิจก่อสร้างถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีค่าตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) สูงมาก และสามารถสร้างงานให้ระบบเศรษฐกิจได้จำนวนมหาศาล
ข้อเสนอต่อภาครัฐคือ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น และเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง แทนการเน้นอุดหนุนเงินตัวเปล่า
“อยากเห็นงบประมาณภาครัฐที่เอามาใช้ในเรื่องของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สร้างการจ้างงาน หรือดึงดูดต่างชาติให้เข้ามาลงทุน… ระยะยาวจริงๆ คงจะต้องเป็นการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็เป็นความท้าทายรัฐบาลต่อไป”



