เมื่อวันที่ 28 ก.ย. น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. แถลงกรณีการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนรวมถึงการเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนในบางพื้นที่เกิดความล่าช้า ณ ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร ศาลาว่าการ กทม. (ดินแดง)
น.ส.ทวิดา เปิดเผยว่า วันแรก กทม. มีฝนตกทั้ง 50 เขต แต่เขตที่เริ่มมีระดับน้ำสะสมตั้งแต่น้อยจนถึงมาก มีประมาณ 42 เขต โดยวันที่ 25 ก.ย. 69 พบเขตวิกฤติ ทำให้ กทม. ต้องบริหารจัดการ เริ่มส่งความช่วยเหลือและระบายน้ำอย่างหนักอยู่ที่ 15-20 เขต และวันนี้เหลือเขตที่ท่วมหนักประมาณ 8 เขต โดยเบื้องต้นเน้นให้ทุกเขตช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง คนที่เคลื่อนไหวลำบาก และผู้สูงอายุตามชุมชนบ้านเรือน
สำหรับจำนวนผู้ประสบภัยใน กทม. เบื้องต้นมีประมาณ 300,000 ครัวเรือน หรือราว 700,000 คน สำนักงานเขตอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลความเสียหาย ขณะที่ศูนย์พักพิงเปิดไว้ 234 ศูนย์ มีคนเข้าพักประมาณ 6,000-7,000 คน
ในส่วนภาพรวมสถานการณ์ฝนมีแนวโน้มลดลง คาดว่าจะมีฝนตกร้อยละ 60 เน้นหนักในโซนฝั่งตะวันออก และจะลดลงเหลือร้อยละ 30 ในวันพรุ่งนี้ (29 ก.ย.) นอกจากนี้ กทม. กำลังเฝ้าระวังมวลน้ำเหนือที่เริ่มไหลลงมาเติมในระบบ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบให้เขตบางพลัดและเขตทวีวัฒนา มีระดับน้ำสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณี การช่วยเหลือประชาชนในแฟลตคลองจั่นเหมือนจะถูกลืมหรือไม่ น.ส.ทวิดา กล่าวว่า เขตบางกะปิมีความจำกัดจำเขี่ย ยอมรับว่าระบบจัดการได้ไม่ดี โดยใน 24 ชม.แรก สำนักงานเขตก็มีอุปสรรค มีรถใหญ่จอดอยู่ด้านหน้าไม่สามารถเคลื่อนออกได้ เพิ่งเคลื่อนออกได้เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จึงไม่มีอุปกรณ์ และต้องส่งอุปกรณ์จากส่วนกลางไป
ทั้งนี้ จำนวนแฟลตคลองจั่นมีจำนวนมาก ในขั้นแรกควรผูกสัก 3-4 บล็อกเผื่อแจกอาหาร แต่กลับไม่ได้ทำเช่นนั้นในตอนต้น ผู้อำนวยการเขตใช้วิธีดูแลพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งอาจจะทำให้ไม่ทั่วถึง กทม. ยังได้ส่งทีมลงไป แต่ไปได้เพียงแค่ครึ่งแรกของก็หมด ทำให้ส่วนที่อยู่ลึกด้านใน กทม. เข้าไปไม่ถึง
“ขอไม่แก้ตัว เราเตรียมของไม่มากพอให้ผ่านไปถึงที่ลึก ตอนนี้จึงจัดระบบใหม่โดยปลัด กทม. ลงคุมเองในพื้นที่บางกะปิ และรองปลัด กทม. อีกท่านหนึ่งอยู่ที่ลาดกระบัง เพื่อไปบัญชาร่วมกับผู้อำนวยการเขต”
น.ส.ทวิดา กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ศูนย์อำนวยการร่วมเขตบางกะปิ อยู่ที่สำนักงานเขต หรือศูนย์ที่สำนักงานเขตตั้ง โดยศูนย์บัญชาการอาหารและการแจกจ่ายจะอยู่ที่ศูนย์ฮอนด้า และจะมีครัวกลางกระจายอยู่ 2-3 แห่ง เพราะฉะนั้นจะทำให้บริหารจัดการได้ดีขึ้น สำหรับผู้ได้รับความเสียหายทั้งหมดอยู่บริเวณแฟลตคลองจั่นประมาณ 95,000 คน จำนวนนี้รวมพื้นที่บ้านที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม โดยพยายามจะทำให้การช่วยเหลือ เป็นระบบมากขึ้น

โดยเมื่อวานนี้ (27 ก.ย.) ตนเองได้สั่งการผู้อำนวยการเขตแล้วว่า วันนี้ต้องได้รายชื่อผู้ที่ทำหน้าที่ในการแจกจ่ายอาหารในแต่ละแฟลต โดยขอให้พุ่งไปที่ข้างหลังก่อนแล้วค่อยย้อนกลับมาต้นๆ กรณีที่อยากจะให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ขอให้ติดต่อศูนย์อำนวยการร่วมของเขต เพื่อไม่ให้อาหารมากองอยู่ที่จุดเดียว
ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่า ผอ.เขตบางกะปิคนเดิมจะเกษียณในปลายเดือนนี้จะเกิดสุญญากาศในการบัญชาการให้ความช่วยเหลือหรือไม่ น.ส.ทวิดา กล่าวว่า ในทางระบบราชการ ผอ.เขต ต้องดำรงตำแหน่งต่อกันอยู่แล้ว เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เกิดเมื่อช่วงหลุมยุบหน้าวชิรพยาบาลเมื่อปีที่แล้ว ซึ่ง ผอ.เขตดุสิตคนเดิมและคนใหม่จะทำงานร่วมกัน 2 วัน ก่อนที่คนเดิมจะหมดวาระ
“ผอ.เขตคนเดิมคงไม่ไปไหน คงขอความร่วมมือให้อยู่ก่อน การส่งต่องานไม่ใช่แค่ส่งกระดาษ 2-3 แผ่น แล้วจะทำงานได้ แต่เขาต้องอยู่บอกรายละเอียดบางอย่าง ข้อดีคือ ผอ.เขตคนเก่าเกษียณ แปลว่ามีเวลาที่จะมาเป็นผู้ช่วย ผอ.เขตคนใหม่ สุญญากาศต้องไม่เกิด ถ้าเกิดจะอุดไว้ก่อน”

น.ส.ทวิดา ยังยอมรับความบกพร่องกรณีการส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าปัญหาเกิดจากช่องว่างและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในขั้นตอนการทำงาน เนื่องจากในระบบเดิม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นผู้มีหน้าที่กดปุ่มส่งข้อความ แม้ว่าเครื่องมือดึงข้อมูลกลุ่มพื้นที่จะอยู่ที่ กทม. ทำให้เกิดความสับสนว่า กทม. มีสิทธิขาดในการสั่งเตือนภัยทันที หรือต้องผ่านการพิจารณาเกณฑ์ของ ปภ. ก่อน
ขณะที่ผ่านมา กทม. ได้ทดลองใช้ระบบ Cell Broadcast เพื่อแจ้งข้อมูลตำแหน่งศูนย์พักพิงเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการให้ข้อมูลข่าวสาร (Inform) ที่แตกต่างจากการเตือนภัยพิบัติรุนแรง (Alert) ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้ปรับปรุงขั้นตอนการทำงานร่วมกับ ปภ. โดยได้ข้อสรุปว่า กทม. จะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ ตัดสินใจ และออกแบบเนื้อหาข้อความเองทั้งหมด ครอบคลุมทั้งการแจ้งข้อมูล การเตือนภัย และข้อแนะนำในการปฏิบัติตน พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้สำนักการระบายน้ำเร่งจัดทำร่างชุดข้อความเตือนภัย และเฝ้าระวังประเมินระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกรณีที่มีน้ำเหนือไหลลงมาสมทบ

สำหรับรูปแบบการทำงานใหม่จะเป็นแบบ Push Through คือเมื่อ กทม. ตัดสินใจและส่งข้อความไปให้ ปภ. แล้ว ทาง ปภ. จะทำการกดปล่อยข้อความกระจายสู่ประชาชนทันทีโดยไม่มีขั้นตอนล่าช้า ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่เคยใช้ในการแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5
ส่วนกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์ตั้งคำถามถึงการไม่ปรากฏตัวลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยนั้น ชี้แจงว่า มีความจำเป็นที่ต้องประจำการอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากขอบเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมีความกว้างขวางครอบคลุมทั้ง 50 เขต และมีน้ำท่วมขังสะสมเป็นวงกว้าง ซึ่งแตกต่างจากเหตุการณ์ภัยพิบัติอย่างกรณีตึกถล่ม ที่แม้จะมีความซับซ้อนแต่ความเสียหายเกิดขึ้นเฉพาะจุด จึงสามารถลงไปเชื่อมโยงระบบที่หน้างานได้
การปักหลักที่ศูนย์สั่งการส่วนกลางถือเป็นความจำเป็นในการประเมินภาพรวม หากไม่ประจำจุดนี้จะไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ทั้งหมดได้ โดยเฉพาะข้อต่อสำคัญอย่างการบริหารจัดการลำเลียงเสบียง การจัดการสิ่งของบริจาค และการกระจายทรัพยากรความช่วยเหลือไปยังสำนักงานเขตต่าง ๆ
พร้อมน้อมรับข้อบกพร่องในเรื่องระบบการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างศูนย์บัญชาการส่วนกลางกับศูนย์หน้างานของสำนักงานเขตในช่วงแรก ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.



