ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และอดีตอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยความเห็นต่อสถานการณ์น้ำปัจจุบันและแนวโน้มในช่วงเดือน ต.ค. 2569 ว่า ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.ย. ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลอยู่ที่ 8,512 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 63% ของความจุ ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำ 7,615 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 80%

เขื่อนภูมิพลมีน้ำไหลเข้าอ่างประมาณ 46 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระบายเพียง 3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำไหลเข้า 18 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระบาย 8 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยภาพรวมสถานการณ์ของทั้งสองเขื่อนยังไม่น่ากังวลมากนัก และยังมีศักยภาพในการหน่วงน้ำได้
ดร.สมเกียรติ ระบุว่า จากแนวโน้มสภาพฝนในระยะต่อไปที่คาดว่าจะลดลง หากไม่มีสัญญาณพายุเข้าสู่พื้นที่ภาคเหนือตอนบน ทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์สามารถลดการระบายน้ำลงได้อีก เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน ตั้งแต่ลุ่มน้ำปิงผ่านกำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ ชัยนาท ไปจนถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ขณะเดียวกันยังช่วยเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง
อย่างไรก็ตาม การกักเก็บน้ำไม่ควรเร่งจนเต็มความจุ โดยเฉพาะในเดือน ต.ค. ควรเหลือพื้นที่รองรับน้ำประมาณ 5% เพื่อรองรับกรณีมีฝนตกหนักหรือพายุในช่วงปลายฤดูฝน รวมถึงเตรียมรับความเสี่ยงจากภาวะฝนน้อยและฝนทิ้งช่วงที่อาจเกิดขึ้นในปี 2570

สำหรับมวลน้ำจากภาคเหนือที่กำลังไหลลงพื้นที่ภาคกลาง ดร.สมเกียรติ มองว่า จุดสำคัญที่ต้องติดตามคือบริเวณ นครสวรรค์และเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท โดยขณะนี้ยังมีฝนตกหนักบริเวณท้ายเขื่อนภูมิพล โดยเฉพาะ จ.กำแพงเพชร รวมถึงพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ส่งผลให้ต้องบริหารการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา
เมื่อวันที่ 28 ก.ย. มีการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือราว 74% ของความสามารถรับน้ำสูงสุด และมีโอกาสเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในช่วงต้นเดือน ต.ค. หากปริมาณน้ำเหนือเพิ่มขึ้น สถานการณ์จะส่งผลต่อพื้นที่ตั้งแต่กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท รวมถึงพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ได้แก่ สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ

ขณะเดียวกันยังต้องติดตามการระบายน้ำส่วนเกินจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งจะไหลผ่านพื้นที่ จ.ลพบุรี ก่อนเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและคลองระพีพัฒน์มากขึ้น โดยอาจส่งผลต่อพื้นที่ด้านล่างของ จ.พระนครศรีอยุธยา รวมถึงพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือสถานการณ์ฝนในพื้นที่ภาคตะวันตก โดยเฉพาะ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งมีน้ำสะสมในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน และ จ.กาญจนบุรี ในลุ่มน้ำแม่กลอง โดยการระบายน้ำจากเขื่อนแม่กลองเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ประกอบกับช่วงน้ำทะเลหนุนระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-4 ต.ค. จึงควรเฝ้าระวังตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป พื้นที่ที่ต้องจับตาจึงครอบคลุมลุ่มน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และพื้นที่ริมแม่น้ำบางปะกง โดยเฉพาะ จ.ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพฯ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม
ดร.สมเกียรติ เสนอแนวทางเร่งด่วนว่า ควรปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยให้น้อยที่สุดเท่าที่สามารถดำเนินการได้ ขณะที่การระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ควรควบคุมเท่าที่จำเป็นพร้อมกันนี้ควรใช้ช่วงที่น้ำทะเลยังมีผลกระทบไม่มาก เร่งระบายน้ำผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทย เพื่อสร้างพื้นที่ว่างรองรับน้ำที่จะไหลลงมาในช่วงต่อไป รวมทั้งเร่งผันน้ำเข้าสู่ทุ่งรับน้ำทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำที่กำหนดไว้หลังฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ควรเร่งระบายน้ำผ่านคลองสายรอง เช่น คลองระพีพัฒน์ เพื่อกระจายน้ำจากพื้นที่ตอนบนลงสู่ตอนล่างและอ่าวไทย พร้อมใช้เครื่องผลักดันน้ำ เครื่องสูบน้ำ และบริหารประตูระบายน้ำให้สอดคล้องกับจังหวะน้ำขึ้น-ลง โดยต้องตรวจสอบเครื่องมือ ระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับรัฐบาล ดร.สมเกียรติ เสนอว่า เรื่องการผันน้ำและการระบายน้ำควรมีผู้รับผิดชอบหลักนั่งเป็นประธานและตัดสินใจร่วมกันล่วงหน้า โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายในฐานะประธาน กนช. เนื่องจากการบริหารน้ำอาจส่งผลกระทบต่อแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน และอาจกลายเป็นประเด็นทางสังคมและการเมืองได้
จึงควรกำหนดแนวทางและขั้นตอนปฏิบัติให้ชัดเจน ทั้งพื้นที่รับน้ำ ปริมาณน้ำ ช่วงเวลาผันน้ำ วิธีระบายน้ำ และหน่วยงานผู้รับผิดชอบ พร้อมติดตามและประเมินสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA ประกอบการตัดสินใจ
ขณะเดียวกันต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างรัฐบาล หน่วยงานราชการ สส. ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานในพื้นที่ โดยคำนึงถึงแผนป้องกันภาวะน้ำท่วม ข้อตกลงเดิม ระดับน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมถึงกำหนดช่วงเวลาผันน้ำและระบายน้ำให้ชัดเจน
ดร.สมเกียรติ ย้ำว่า การบริหารจัดการน้ำในช่วงนี้ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริงและวางแผนล่วงหน้า โดยหัวใจสำคัญคือ “ลดน้ำต้นทาง เร่งระบายน้ำลงทะเล ใช้พื้นที่รับน้ำ และตัดสินใจร่วมกันล่วงหน้า” เพื่อป้องกันไม่ให้มวลน้ำจากหลายพื้นที่ไหลมาซ้อนกันในช่วงเวลาเดียวกัน และลดความเสี่ยงต่อพื้นที่ภาคกลางในช่วงเดือน ต.ค.นี้



