กลายเป็นข่าวเศร้าของวงการเพลงไทยยุค 90 หลังการจากไปอย่างสงบของอดีตนักร้องดูโอ้ชื่อดัง “ต๋อง วงทู” หรือ “สุรพันธ์ จำลองกุล” ในวัย 56 ปี เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ด้วยโรคมะเร็งโพรงจมูก สร้างความเสียใจให้แก่ครอบครัว เพื่อนพ้องในวงการ และแฟนเพลงอย่างมาก โดยเฉพาะเพื่อนสนิทร่วมค่ายอาร์เอสอย่าง “เป้ ไฮ-ร็อก” หรือ “อนุวรรตน์ ทับวัง” ที่ออกมาเปิดใจด้วยน้ำเสียงสั่นเครือถึงความผูกพันและอดีตที่ไม่มีวันลืม

โดย เป้ ได้เล่าถึงความสนิทสนมตั้งแต่ยุคแรกเริ่มทำอัลบั้มว่า “ตั้งแต่อยู่อาร์เอสตอนทำอัลบั้ม ตั้งแต่บริษัทเก่าของอาร์เอสเลย เราเป็นเพื่อนกันสนิทกันมาก ได้ร่วมงานกันหลายอัลบั้มอย่างไฮร็อก ต๋องก็มาช่วยงานเยอะมาก และสนิทกันจนกินนอนเที่ยวด้วยกัน ต๋องสำหรับผมความรู้สึกของผมเขาเป็นคนที่นิสัยดีคนหนึ่ง เป็นคนที่รักเพื่อนพ้องทุกคน ทุกคนพูดคำเดียวว่าต๋องเป็นคนที่นิสัยดีมาก เวลาเราเดือดร้อนเราลำบาก ก็มีสองคนนี้ที่คอยช่วยเหลือตลอด มีครั้งหนึ่งตอนที่ผมทำเสื้อขาย เขาขับรถมาที่บ้านคนเดียวไม่บอกใคร มาอุดหนุน มาซื้อเสื้ออยากช่วยเพื่อน

เขาเป็นคนไม่ค่อยพูด เวลามีปัญหาเรื่องครอบครัวปัญหาต่างๆ คือมองหน้าเราก็รู้กัน ไม่ค่อยพูด แต่รู้ใจกัน แล้วผมอยากบอกว่าล่าสุด ประมาณสี่ห้าเดือนที่ผ่านมา ผมเป็นคนที่ปลุกเขาขึ้นมาจากบ้าน เขาบอกว่าขอบคุณเป้มาก ที่ขุดกูขึ้นมา เพราะว่าต๋องบอกว่าเขาอยู่บ้านเขาเหมือนเป็นโรคซึมเศร้า วันๆ เขาไม่ทำอะไร เขาจะนั่งดูทีวีอยู่บนโซฟา ผมว่าเขาเป็นซึมเศร้า แล้วผมเป็นคนที่หาคอนเสิร์ตอยากให้ต๋องกลับมาร้องเพลง กลับมาเจอแฟนคลับ แล้วเขาก็บอกว่าเป้กูขอบคุณมึงมากที่มึงฉุดกระชากลากแขนกูมา

เขาเหมือนหมดไฟ หมดเลยครับ ลูกก็ไม่อยู่ ภรรยาก็ไม่อยู่ อยู่บ้านคนเดียว ผมมีความรู้สึกว่าเพื่อนอยู่อย่างนี้แล้วได้อะไร ก็เลยต้องปลุกมา รับคอนเสิร์ตให้เขา พอรับคอนเสิร์ตล่าสุดที่เพชรบูรณ์ รู้สึกว่าเขาไปหาหมอแล้วหมอตรวจเจอ เราบอกต๋องว่าไปตรวจสุขภาพนะ พี่น้องเพื่อนๆ เราทุกคนไปตรวจสุขภาพปีละครั้งก็ยังดี ก่อนหน้านี้เขามีอาการป่วยไม่สบาย ไม่มีเลยแข็งแรงมาก เล่นคอนเสิร์ตมันเลย แต่พอเขาตรวจแล้วเขาเจอเขาเปลี่ยนเลย

ตอนที่รู้ว่าตัวเองไม่สบายก็คือมีอาการที่ตรงคอ เราก็ถามเขาไปทำอะไรมา เขาก็บอกว่าเป็นต่อมทอนซิล แต่ภรรยาผมบอกว่าพี่เป้พี่ต่อเป็นมะเร็งแน่เลย แต่เราก็ไม่กล้าบอกเพื่อน แค่บอกว่าเราเป็นห่วงนะ ลองตรวจดู เขาก็ไปจริงๆ แล้วพบว่าถ้าเป็นโรคซึมเศร้าโรคมะเร็งคนที่มีความสุข มะเร็งมันกลัวความสุข แต่ว่าเขาอยู่บ้านคนเดียวมันสะสม เราก็ไม่รู้ว่าเขาอยู่แบบนั้นมากี่ปี

ทุกอย่างมันกะทันหันมาก เรารับมือยังไง คือมันช่วยอะไรไม่ได้ ผมให้กำลังใจอย่างเดียว ก็บอกต๋องให้ไปไหว้พระขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาบอกว่าเดี๋ยวว่างแล้วกูจะไป แล้วเขาก็กลับบ้านหาหมอ แล้วก็โทรฯ ให้เขาสบายใจตลอด ถามว่าเขาไปหาหมอคนเดียวเหรอ น่าจะไปคนเดียว ผมไม่รู้ว่าลูกกลับมาหรือยัง คิดว่าเราบอกเขาช้าเกินไป ใช่ บอกเขาช้าเกินไปจริงๆ ผมสงสาร ส่วนภาพหลังจากที่ไปเล่นคอนเสิร์ตแล้วคาดหวังกันยังไงบ้าง ตอนนั้นกะรับงานตลอดทั้งปี เพราะเขาตรวจเจอเขาก็หมดกำลังใจ เราก็เลยเฟล แล้วเขาก็บอกขอรักษาตัวก่อน มีงานไหนที่รับไว้แล้วบ้างไหม ก็มีบ้าง แต่ขอเวลาให้เขา เขาอยากรักษาตัวเองก่อน

ภาพคอนเสิร์ตวันนั้น มีภาพมีวิดีโอตลอด เขาสนุก เขาลงมา ก็กอดเรา แล้วบอกเราว่า ได้มีโอกาสเจอแฟนคลับ เขาลงมาเขามีความสุขมาก เขาแต่งตัวแบบหล่อ เรียกว่าดนตรีเสียงเพลงคือชีวิตของต๋องเลย จริงๆ ต๋องเคยช่วยเหลือเราครั้งหนึ่ง ตอนนั้นอยู่อาร์เอส แล้วผมออกอัลบั้ม “โฉบเดี่ยว” แล้วเฮียก็บอกว่า มึงต้องขายอีกเพลงไม่งั้นจบงานไม่ได้ เราก็นอนเครียดทำไงดี ถ้าจบงานไม่ได้เขาก็จะไม่ให้ออกอัลบั้ม ก็โทรฯ ไปหาต๋องให้ช่วยหน่อย แต่งเพลงให้หน่อย แล้วเขาก็แต่งเพลงให้ผม “ทำไมไม่ทำให้ตาย” เขาเป็นคนที่พร้อมจะช่วยเหลือเราตลอด จริงๆ เขาแต่งให้หลายเพลง แต่เพลงนั้นเป็นเพลงที่เราประทับใจเพราะมันเป็นวันที่เราจบงานไม่ได้

เมื่อคืนก็เปิดเพลงนี้ฟังก็ร้องไห้ ตั้งแต่ต๋องป่วย ก็มีการส่งรูปมาให้ดูตลอด เวลาเห็นรูปเขามันซ้อมดนตรีไม่ได้ มันท้อแท้ไปหมด เพื่อนเราผอมใส่สายออกซิเจน ผมสวดขอพรกับพระเจ้าทุกวันขอให้เขาหาย ขอให้ชีวิตผ่านอะไรมาเยอะ เรารู้ว่าเพื่อนเป็นยังไง เขาแต่งเพลงเยอะมาก เขาเป็นคนที่เก่งและมีฝีมือมาก เขาเป็นโปรดิวเซอร์มือหนึ่งของประเทศไทย แต่เขาไม่ค่อยเปิดเผยตัว ชอบอยู่เบื้องหลัง เขาเป็นคนน่ารัก คอยช่วยเหลือเพื่อนอยู่ห่างๆ”