สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ว่า ในพระราชดำรัสที่ตรงไปตรงมาเป็นพิเศษ ซึ่งสะท้อนถึงความรุนแรงของวิกฤติที่สเปนเผชิญอยู่ หลังเกิดเหตุผู้อพยพทะลักชายแดนเซวตาเมื่อสองเดือนที่แล้ว สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 ตรัสว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองเซวตา “ยอมรับไม่ได้” และก่อให้เกิดความท้าทายครั้งใหญ่ด้านความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และมนุษยธรรม

“นี่เป็นสถานการณ์ที่ควรนำไปสู่การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ในด้านทรัพยากรและความร่วมมือ เนื่องจากประเทศในยุโรปที่ได้รับแรงกดดันมากที่สุด จากการตั้งอยู่บนชายแดนภายนอกของสหภาพยุโรป (อียู) ไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบที่เป็นของทุกคนเพียงลำพังได้” สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 ตรัส

อนึ่ง นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ผู้นำสเปน เป็นเพียงไม่กี่คนที่สนับสนุนประโยชน์ของการย้ายถิ่นฐานในยุโรป และดำเนินการปรับสถานะผู้อพยพผิดกฎหมายครั้งใหญ่ ซึ่งเสร็จสิ้นในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ซานเชซเสนอการเปลี่ยนแปลงกฎหมายการลี้ภัยเพื่อส่งตัวผู้อพยพกลับประเทศเร็วขึ้น ซึ่งองค์กรอิสระ (เอ็นจีโอ) และทนายความระบุว่าจะเป็นการละเมิดอนุสัญญาสิทธิมนุษยชน

ด้านนายอันเฮล บิกตอร์ ตอร์เรส รมว.นโยบายดินแดนสเปน กล่าวในการแถลงข่าวว่า รัฐบาลมาดริดกำลัง “วิเคราะห์ความเป็นไปได้” ของการแก้ไขกฎหมาย แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีคำถามมากมายเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ

ภายหลังการข้ามพรมแดนครั้งใหญ่ของผู้อพยพราว 72,000 คน เข้าสู่เมืองเซวตา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ชื่นชมการดำเนินการอย่างรวดเร็วของสเปน ในการส่งตัวผู้อพยพส่วนใหญ่กลับไปยังโมร็อกโก แต่หลายประเทศกลับไม่เข้าใจสถานการณ์มากนัก และก่อให้เกิดความขัดแย้งกับสเปนในเวลาต่อมา.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS