เมื่อเวลา 19.00น.วันที่ 30 ก.ย.ที่ห้องบอลรูม โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสครบรอบวันเฉลิมฉลองวันเอกภาพสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (Day of German Unity) ซึ่งตรงกับวันที่ 3 ตุลาคมของทุกปี โดยมีนายมิชาเอล ไรฟ์เฟินสตูล (H.E. Mr. Michael Reiffenstuel) เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ 

เมื่อเดินทางถึง นายกฯ ได้รับการต้อนรับจากเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ก่อนมอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดี ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ ร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัขร มหาวัชรราชธิดา

จากนั้น นายกฯเข้าร่วมพิธีการอย่างเป็นทางการ โดยมีการบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาติสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีพร้อมรับฟังคำกล่าวเปิดงานของเอกอัครราชทูตฯ และกล่าวแสดงความยินดีในนามรัฐบาลไทย  พร้อมแสดงความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสวันชาติสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี 

นายกฯกล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตฯ สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และถ้อยคำแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับประชาชนชาวไทยในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ซึ่งในปีนี้เป็นวาระครบรอบ 36 ปี การรวมประเทศเยอรมนี พร้อมกล่าวว่า ถ้อยคำของเอกอัครราชทูตฯ สะท้อนให้เห็นว่า “ความเป็นเอกภาพ” ไม่ใช่สิ่งที่ควรถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นผ่านความกล้าหาญ ความอดทน และความไว้วางใจ โดยการรวมประเทศเยอรมนีอย่างสันติถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและร่วมกันสร้างอนาคตที่มีร่วมกันได้

นายกฯกล่าวถึงแนวคิดของการจัดงานในปีนี้ “Many strengths, one country” หรือ “หลากหลายจุดแข็ง หนึ่งประเทศ” สะท้อนให้เห็นว่าเอกภาพไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเหมือนกัน แต่ประเทศจะมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นเมื่อภูมิภาค ชุมชน และขนบธรรมเนียมที่มีความหลากหลายสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคต สัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยมีคนไทยมากกว่า 100,000 คนอาศัยอยู่ในเยอรมนี ขณะเดียวกัน ชาวเยอรมันจำนวนมากได้เลือกประเทศไทยเป็นบ้าน หรือเดินทางกลับมาเยือนประเทศไทยอยู่เสมอจนประเทศไทยกลายเป็นเสมือนบ้านหลังที่สอง

นายกฯกล่าวต่อว่า ถึงแม้คนไทยและชาวเยอรมันอาจมีความแตกต่างกัน โดยคนไทยเป็นที่รู้จักในเรื่องวิถีชีวิตแบบ “สบาย ๆ” ในขณะที่ชาวเยอรมันได้รับการชื่นชมด้านความมีระเบียบวินัยและความแม่นยำ แต่ความแตกต่างดังกล่าวอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถเติมเต็มซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ในปีหน้า ไทยและเยอรมนีจะเตรียมฉลอง 165 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต จึงควรร่วมกันสร้างโอกาสให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้เรียนรู้ ทำงาน และเติบโตไปด้วยกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ความร่วมมือระหว่างประเทศมีความสำคัญ

ในช่วงท้าย นายกฯกล่าวแสดงความยินดีแก่เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีอีกครั้ง พร้อมอวยพรให้การปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยประสบความสุขและความสำเร็จ เน้นย้ำความพร้อมที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยกับเยอรมนีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ก่อนกล่าวปิดท้ายในภาษาเยอรมันว่า “Vielen Dank” ที่แปลว่า “ขอบคุณมาก” ถือเป็นการกล่าวปิดท้ายได้อย่างน่าประทับใจ

จากนั้น เอกอัครราชทูตฯ กล่าวเชิญนายกฯและผู้เข้าร่วมงาน ดื่มถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะกล่าวเชิญเอกอัครราชทูตฯ และผู้เข้าร่วมงานดื่มอวยพรแด่ประธานาธิบดีสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยมีการบรรเลงเพลงชาติเยอรมนี และหลังจากนั้นได้ถ่ายภาพรวมกัน.