เมื่อไม่นานมานี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร กำหนดให้กระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ในฝ่ายบริหารของสหรัฐ เลิกใช้คำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” ( Artificial Intelligence ) หรือ “เอไอ” ( AI ) และหันมาใช้คำว่า “ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์” ( Super Intelligence ) หรือ “เอสไอ” ( SI ) แทน ในหนังสือราชการ การสื่อสารต่อสาธารณะ เว็บไซต์ รายงาน และเอกสารเชิงนโยบายที่ไม่ได้ผูกกับตัวบทกฎหมาย พร้อมระบุว่า ฝ่ายบริหารจะไม่ใช้คำว่าเอไอในบริบทดังกล่าวอีกต่อไป


เหตุผลที่ทรัมป์ให้ไว้ตรงไปตรงมา นั่นคือเขาไม่ชอบคำว่า “ประดิษฐ์” ซึ่งหมายถึง “เทียม” หรือ “ปลอม” เพราะมองว่า คำดังกล่าวอาจทำให้เทคโนโลยีที่สหรัฐกำลังทุ่มทรัพยากรจำนวนมหาศาลพัฒนา ดูมีคุณค่าน้อยลงโดยไม่จำเป็น การเปลี่ยนมาใช้คำว่าซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ จึงถูกวางให้สื่อถึงเทคโนโลยีที่มีศักยภาพเหนือกว่า พร้อมกับตอกย้ำเป้าหมายของสหรัฐในการเป็นผู้นำการแข่งขันด้านเทคโนโลยี


คำสั่งดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ต่อยอดจากชุดนโยบายด้านเทคโนโลยีที่รัฐบาลทรัมป์ผลักดันต่อเนื่อง เริ่มจาก “แผนปฏิบัติเอไออเมริกา” ซึ่งประกาศเมื่อเดือนก.ค. 2568 และบรรจุมาตรการมากกว่า 90 ข้อ เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล ก่อนมีกรอบนโยบายออกมา เมื่อเดือนมี.ค.ปีนี้ และโครงการ “เจเนซิส” ซึ่งรัฐบาลกลางจัดสรรงบประมาณมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 168,352.50 ล้านบาท ) เพื่อเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ พลังงาน และการผลิต


ทรัมป์เคยส่งสัญญาณถึงแนวคิดนี้มาก่อน โดยเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ มุ่งสู่ชัยชนะในการแข่งขันด้าน ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ ขณะที่ทำเนียบขาวระบุภายหลังว่า การหารือระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่กรุงวอชิงตีน มีการพูดถึงการใช้คำว่าซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์เช่นกัน พร้อมเตรียมหารือความปลอดภัยของเทคโนโลยีในระดับทวิภาคี


นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเชิญผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ทั้งกูเกิล เอ็นวิเดีย เมตา เอ็กซ์ โอเพนเอไอ และแอนโทรปิก เข้าหารือที่ทำเนียบขาว พร้อมมีการลงนามข้อตกลงความยาว 2 หน้า ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นพันธกรณีทางศีลธรรม ให้บริษัทเหล่านี้เพิ่มการกำกับดูแลระบบขั้นสูง และดำเนินการตรวจสอบภายในด้วยตนเอง โดยไม่มีการกำหนดให้เป็นข้อบังคับตามกฎหมาย


ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือ คำว่าซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์มีความหมายเฉพาะในแวดวงวิชาการอยู่แล้ว โดยหมายถึงระบบสมมติที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ในแทบทุกด้าน และมักถูกนำไปใช้ในการอภิปรายถึงความเสี่ยงระยะยาวของเอไอ การนำคำดังกล่าวมาใช้เรียกระบบเอไอที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงทำให้เกิดคำถามว่าเป็นการใช้คำที่เกินกว่าความสามารถจริงของเทคโนโลยีหรือไม่


นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การเปลี่ยนชื่อดังกล่าวอาจสร้างความเข้าใจผิด และไม่น่าจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรม เนื่องจากเทคโนโลยีเอไอในปัจจุบันยังอยู่ห่างจากระดับซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ตามนิยามทางวิชาการ


ที่น่าสนใจคือ เสียงวิจารณ์ไม่ได้มาจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเท่านั้น นายสตีฟ แบนนอน นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวา ซึ่งเคยร่วมงานกับทรัมมป์ ตั้งคำถามว่า หากทรัมป์เชื่อจริงว่า สหรัฐกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ยุคซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเตือนว่ามนุษยชาติยังไม่พร้อมรับมือ สิ่งที่ควรทำคือเพิ่มความระมัดระวัง ไม่ใช่นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้เป็นแบรนด์ ขณะที่บริษัทผู้พัฒนาระบบเอไอที่ทรงพลังที่สุดหลายแห่งเอง ยังออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของเทคโนโลยี


สิ่งที่กรณีนี้สะท้อนให้เห็นคือ การตั้งชื่อเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว เพราะคำแต่ละคำสามารถกำหนดกรอบความเข้าใจของสังคมได้ คำว่าปัญญาประดิษฐ์สื่อถึงเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้น ขณะที่ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์สื่อถึงพลังทางปัญญาที่อาจก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ จึงสามารถสร้างทั้งความตื่นเต้น ความคาดหวัง และความหวาดกลัวได้พร้อมกัน


ขณะเดียวกัน ผลสำรวจความคิดเห็นที่ถูกอ้างถึงระบุว่า ชาวอเมริกันเพียงราว 25% เห็นด้วยกับแนวทางด้านเอไอของรัฐบาล ท่ามกลางบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ในวันที่ 3 พ.ย.นี้ การเปลี่ยนคำจึงถูกตั้งคำถามว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนถ้อยคำและภาพลักษณ์ของนโยบาย


ในทางปฏิบัติ คำสั่งดังกล่าวมีผลเฉพาะเอกสารและการสื่อสารที่ไม่ได้ผูกพันกับกฎหมาย ขณะที่กฎหมายและกฎระเบียบเดิมไม่ได้ถูกแก้ไขย้อนหลัง นั่นหมายความว่า ในระยะหนึ่งสหรัฐจะมีศัพท์สองชุดใช้ควบคู่กัน ส่วนแวดวงวิชาการและอุตสาหกรรมทั่วโลกยังคงใช้คำว่าเอไอตามเดิม


สิ่งที่กรณีนี้ทิ้งไว้จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า ปัญญาประดิษฐ์ ควรเรียกว่าอะไร แต่คือคำถามที่กว้างกว่านั้นว่า ประเทศหนึ่งสามารถกำหนดกรอบความหมายใหม่ให้กับเทคโนโลยีระดับโลกได้มากเพียงใด เพียงแค่เปลี่ยนคำในเอกสารราชการด้วยปลายปากกา.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS