เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้สัมภาษณ์กรณีผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามร้องขอเครื่องผลักดันน้ำ เนื่องจากหลายจุดยังวิกฤติว่า จ.สมุทรสงคราม เป็นปลายน้ำของแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งขณะนี้แม่น้ำแม่กลองลดการระบายน้ำลงแล้วเหลือ 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากที่เคยระบายน้ำอยู่ที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วน จ.กาญจนบุรี และราชบุรี สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ซึ่งมวลน้ำจะมาอยู่ที่แม่น้ำแม่กลอง จึงต้องเร่งระบายให้เร็วที่สุด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามร้องขอมานั้น ได้ให้กองทัพเรือดำเนินการแล้ว ปภ. เข้าไปช่วยเหลือ
ผู้สื่อข่าวถามว่า เงินเยียวยาที่นายกฯ กำชับในที่ประชุมว่าสัปดาห์นี้ให้ทยอยจ่ายก้อนแรกให้ประชาชนนั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ ซึ่งเงินที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้มาจำนวน 4,700 ล้านบาท ทาง ปภ. ได้โอนยอดทั้งหมดให้ธนาคารออมสิน โดยหลังจากนี้หากไปตรวจสอบแล้วเข้าตามหลักเกณฑ์ ซึ่งใช้เวลาตรวจ 1-2 วัน เงินจะเข้าบัญชีธนาคารของประชาชน โดย ปภ. ได้ทำข้อตกลงกับธนาคารออมสิน หากใครทำตามเงื่อนไขครบถ้วนก่อนก็จะโอนเงินให้ก่อน
งบประมาณ 4,700 ล้านบาท ไม่น่าจะเพียงพอ เพราะยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในมติ ครม. ซึ่ง นายกฯ เน้นย้ำว่า หากไม่เพียงพอสามารถของบประมาณเพิ่มได้ สำหรับยอดผู้ลงทะเบียนรับเงินเยียวยาขณะนี้ มีจำนวนกว่า 1 ล้านคน ซึ่งถือว่ามีความรวดเร็วมาก แม้ว่าในช่วงแรกอาจมีติดขัดบ้าง เนื่องจากมีผู้เข้าระบบเพื่อไปลงทะเบียนรับเงินเยียวยาเป็นจำนวนมาก ในกลุ่มของผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่สะดวกลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์ จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปตามศูนย์พักพิงเพื่อไปช่วยเหลือในการลงทะเบียน

น.ส.ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึงแนวทางการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนว่า ส่วนที่หนึ่งคือ เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ขณะนี้ทาง กทม. และจังหวัดที่เป็นพื้นที่ประสบภัยได้ดำเนินการทยอยสำรวจข้อมูลความเสียหายและเริ่มจ่ายเงินให้กับผู้ประสบภัยแล้ว
ส่วนที่สองคือ เงินตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในกรณีน้ำท่วมขังที่อยู่อาศัยประจำไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินเสียหาย รวมถึงกรณีน้ำท่วมขังติดต่อกัน 7 วันขึ้นไป ที่จะช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท ส่วนที่อยู่อาศัยประจำและอาคารสูงที่ถูกน้ำล้อม 7 วันขึ้นไป จะช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งดำเนินการ ทาง ปภ. จึงได้มีการประสานไปยัง กทม. และ 75 จังหวัดที่จะทำการช่วยเหลือ ให้ดำเนินการสำรวจและยืนยันข้อมูลกลับมาให้ ปภ.
น.ส.ศิริธร กล่าวว่า ทาง ปภ. ได้ดำเนินการประสานไปแล้วว่า หากทางท้องถิ่น กทม. และจังหวัดส่งข้อมูลมาให้ ปภ. สามารถส่งข้อมูลยืนยันให้ธนาคารออมสิน และสามารถโอนเงินเยียวยาได้ภายใน 2-3 วัน หรือไม่เกินภายในสัปดาห์นี้ จึงขอฝากไปยังพื้นที่ให้เร่งดำเนินการเรื่องการสำรวจข้อมูลเข้ามา
น.ส.ศิริธร กล่าวว่า ส่วนการเยียวยาที่ประชาชนลงทะเบียนเข้ามาผ่านระบบแอปพลิเคชันทางรัฐนั้น จากข้อมูล ณ วันที่ 5 ต.ค. เวลา 07.00 น. พบว่ามียอดลงทะเบียนเข้ามาในระบบ 1,056,361 ครัวเรือน แบ่งเป็นพื้นที่ของ กทม. 458,987 ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 4 ต.ค. อีก 1 แสนกว่าครัวเรือน รองลงมาคือ สมุทรปราการ 149,194 ครัวเรือน ปทุมธานี 130,010 ครัวเรือน ฉะเชิงเทรา 42,531 ครัวเรือน และระยอง 36,016 ครัวเรือน
“ขอแนะนำให้ประชาชนที่กรอกข้อมูลแล้ว แต่ขึ้นแจ้งว่าไม่อยู่ในพื้นที่ หรืออยู่นอกพื้นที่ประสบภัย ตรวจสอบพื้นที่จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสำนักงานเขตในพื้นที่นั้นให้ดี ก่อนกดเลือกพื้นที่ประสบภัย เพราะหากเลือกที่อยู่ผิด ระบบจะไม่สามารถกดยืนยันได้ ส่วนหากลงทะเบียนสำเร็จ หรือขึ้นข้อมูลแล้ว ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดและแก้ไขข้อมูลได้ที่คำร้องของฉัน เพื่อขอแก้ไขข้อมูล พร้อมขอให้ตรวจสอบการเลือกวันที่เกิดภัย ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยให้ตรงกับเงื่อนไขที่มีการกำหนดระยะเวลาอยู่ที่ 7 วันขึ้นไป” น.ส.ศิริธร กล่าว




