เมื่อวันที่ 7 ต.ค. นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงการยื่นกฎหมายปรับแหล่งรับเงินทุนของ สสส.ไปรับเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ว่า 1. กองทุนมีความจำเป็นเพราะเป็นแหล่งทุนที่สามารถสร้างเสริมสุขภาพ 2.สร้างความมั่นคงให้กับดำเนินมาตรการลดเหล้า บุหรี่ไปในตัว ดังนั้นหากเอาไปผุกกับงบประมาณของรัฐ ก็จะมีความไม่ยั่งยืน และจะติดล็อคกฎเกณฑ์ ส่วนคำถามเรื่องการตรวจสอบนั้นตนต้องย้ำว่า การทำงานของ สสส.มีการกลไกการตรวจสอบอย่างชัดเจนโดยสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว
“ในสภาฯ เราไปรายงานประจำปีทุกปี ทั้ง สส. สว. มีกำกับการประเมินผลที่แต่งตั้งโดย ครม. มานั่งดูให้ เพราะฉะนั้นเรื่องความโปร่งใส เรื่องประสิทธิภาพต่าง ๆ น่าจะไม่มี แล้วตอนนี้มีคำถามว่า มันผิดวินัยการเงินการคลังหรือไม่ ซึ่งอันนี้เป็นทฤษฎีที่นักวิชาการเขาออกมาตอบแล้วว่า มิติการเงินการคลังนั้น มันไม่ได้มองแค่ว่า เงินเข้า เงินออก ดูความคุ้มค่า โปร่งใส เป็นธรรม ต่าง ๆ ใช่ไหม แล้วกลไกการบริหารจัดการก็มีหลายหมวดที่เราไม่ได้มองไปขนาดนั้น แต่คำถามก็คือว่า การที่จะเปลี่ยนรูปแบบ คนไทยได้ประโยชน์อะไร ถูกแทรกแซงหรือเปล่า เงินจะมั่นคงไหม” นพ.ไพโรจน์ กล่าว
นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ งานสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งสสส. ไม่ใช่องค์กรเดียวที่รับผิดชอบเรื่องสร้างเสริมสุขภาพของประเทศ สสส. เป็นองค์กรที่กระตุ้นสังคม หรือกลไกภาครัฐ ที่ปกติใช้เงินงบฯ แต่มันขยับไม่ได้ ติดล็อกระเบียบต่างๆ แต่ สสส. มีความคล่องตัวภายใต้การตรวจสอบ โดยสสส.จะกระตุ้น 5 เรื่อง คือ 1.ข้อมูลวิชาการที่มารับรอง 2.กระตุ้นให้ออกนโยบายภาครัฐ กฎหมาย กฎระเบียบ ที่จะมาช่วยทำงาน 3. ประชาชนตระหนักรู้ มีข้อมูลดูแลตัวเองได้ 4. สร้างกลไกความเชื่อมกันทำงาน และ 5. การสื่อสาร ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพสูง มีคนพูดถึงเยอะ
“ยืนยันว่าเราไม่มีประเด็นเรื่องความไม่สุจริต เปิดเผยการให้ทุนผ่านเว็บไซต์ รายงานต่อสภา พอมีคำถามเรื่องแหล่งรายได้ ซึ่งอันนี้มันก็จะมีคำถามกลับไปว่า ทำไมต้องมาเปลี่ยน ไม่ได้มองแค่ว่า อ้างว่าจะเปลี่ยนเข้าระบบอย่างไร แต่จะต้องมองลึกกว่านั้น ใครคือผู้ กุมความคิดนี้ ใครได้ประโยชน์ แล้วหลังจากนี้ คนไทยจะเสียประโยชน์อะไร ก็ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบ” รองผู้จัดการ สสส.กล่าว
เมื่อถามว่า ด้านหนึ่งมีการวิจารณ์ว่า มีการจัดสรรเงินให้กลุ่มคนเดิมๆ เอ็นจีโอกลุ่มเดิม นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า สสส.ไม่ใช่หว่านเงินไปแบบทุกคนต้องได้เท่ากัน แต่เราผ่านเงินตามยุทธศาสตร์การทำงาน ถ้าเป็นงานต่อเนื่อง ทำงานระยะยาว ก็ต้องรับต่อเนื่อง เมื่อจบก็ต้องหยุด ที่สำคัญ สสส.ไม่ได้ให้งบเฉพาะเอ็นจีโอเท่านั้น แต่ภาคัฐก็มีที่เราทำงานต่อเนื่องด้วย ดังนั้นการจัดสรรงบฯ มีทั้งหน้าเก่า หน้าใหม่ ซึ่งคนหน้าเก่าเขาก็ไม่ใช่คนไม่ดี แต่เป็นคนที่มีใจทำงานต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่ว่าเราจะทำงานกับคนหน้าเก่าตลอดเวลา เพราะถึงจุดหนึ่ง เราก็ต้องมีการทบทวนตามหลักการ ทบทวนว่าจะปรับจูนการทำงาน หรือดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาได้อย่างไร
“ขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ซึ่งคนที่แสดงออกส่วนใหญ่น่าจะเกิน 90% ที่ว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมาย ตนหวังว่า รัฐบาลต้องรับฟังให้รอบด้าน ใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง และพิจารณาให้รอบคอบ”นพ.ไพโรจน์ กล่าว



