นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬา จ.เชียงราย และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ที่ได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า อาจารย์จำนงค์ เป็นปูชนียบุคคลผู้ทรงคุณูปการอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา การศึกษา ภาษาไทย และวงวิชาการของไทย ตนมีความทรงจำและความประทับใจต่ออาจารย์จำนงค์เป็นพิเศษ จากช่วงเวลาที่เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นอนุกรรมาธิการด้านพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร และได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการเข้าไปหารือกับท่าน ณ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา เพื่อขอข้อมูลทางวิชาการประกอบการพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติในคดีเงินทอนวัด ซึ่งในเวลานั้นมีข้อถกเถียงในสังคมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีของพระพรหมสิทธิ (ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์) และพระพรหมดิลก (ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก) อาจารย์จำนงค์ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความรู้ทางภาษาและการตีความอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างถ้อยคำเกี่ยวกับการสละสมณเพศกับการสึกที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาทั้งในเชิงภาษา หลักพระธรรมวินัย และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลทางวิชาการที่ท่านให้ไว้ช่วยให้คณะกรรมาธิการมีประเด็นสำหรับนำไปพิจารณาอย่างเป็นระบบ และต่อมาได้บันทึกประเด็นดังกล่าวไว้ในการประชุมของกรรมาธิการด้านศาสนาด้วย
นายณพลเดช กล่าวต่อไปว่า ท่านอาจารย์ยังได้แนะนำให้ติดต่อผ่านบุตรชายของท่าน คือ คุณปัญญวัฒน์ ทองประเสริฐ เพื่อให้การประสานข้อมูลเป็นไปอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง อาจารย์จำนงค์ท่านเป็นผู้มีความรู้แตกฉานอย่างยิ่ง ทั้งในฐานะราชบัณฑิตและผู้ที่ผ่านการศึกษาพระปริยัติธรรมจนสำเร็จเปรียญธรรม 9 ประโยคจากสำนักเรียนวัดสระเกศ ท่านสามารถนำความรู้ด้านภาษา ประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนา และหลักวิชาการมาอธิบายประเด็นที่ซับซ้อนให้เห็นความแตกต่างอย่างมีเหตุผล โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมาก ท่านทำให้เห็นว่าการวินิจฉัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องอาศัยข้อเท็จจริง ความรู้ และความรอบคอบ ไม่ใช่ตัดสินจากความรู้สึกหรือกระแสสังคมเพียงอย่างเดียว
นายณพลเดช กล่าวอีกว่า อาจารย์จำนงค์ เป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนรูปแบบการรับใช้พระพุทธศาสนาโดยไม่ละทิ้งอุดมการณ์แห่งการศึกษา ท่านเคยดำรงสมณเพศเป็นพระมหาจำนงค์ ชุตินฺธโร เปรียญธรรม 9 ประโยค แห่งวัดสระเกศ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญในราชทินนาม “พระกวีวรญาณ” เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2500 ขณะมีอายุเพียง 28 ปี เท่านั้น เมื่อภายหลังลาสิกขา ท่านยังคงอุทิศตนให้กับงานวิชาการ การศึกษา และพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับศาสตราจารย์พิเศษ สุชีพ ปุญญานุภาพ ผู้เคยดำรงสมณเพศเป็นพระมหาบุญรอด สุชีโว เปรียญธรรม 9 ประโยค และได้รับสมณศักดิ์เป็นพระศรีวิสุทธิญาณเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2489 ขณะมีอายุ 28 ปี เช่นเดียวกัน บุคคลทั้ง 2 ท่านจึงเป็นภาพสะท้อนของปราชญ์ผู้สามารถนำความรู้จากการศึกษาพระปริยัติธรรมมาสร้างคุณูปการต่อสังคมในวงกว้าง ทั้งด้านการศึกษา ภาษา ปรัชญา และการพัฒนามหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย
“การสูญเสียท่านอาจารย์จำนงค์ไม่ใช่เพียงการสูญเสียนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่ง แต่เป็นการเตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ลึกซึ้งและรับผิดชอบต่อพระพุทธศาสนา เราควรทำให้เกิดพหูสูตและบัณฑิตรุ่นใหม่ที่สามารถสืบทอดองค์ความรู้ของพระศาสนา พร้อมใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาของสังคมอย่างมีเหตุผล ทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังตระหนักถึงคุณค่าของการศึกษา การใช้เหตุผล และการอุทิศตนเพื่อส่วนรวมเพราะปราชญ์ที่แท้จริงมิได้ดำรงอยู่เพียงในช่วงชีวิตของตน แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ผ่านความรู้ ความคิด และคุณูปการที่ส่งต่อให้แก่คนรุ่นหลัง” นายณพลเดช กล่าว



