ร้อนแรงหนักมากสำหรับกรณีข่าวใหญ่ที่สร้างความตกใจและสะเทือนวงการสื่ออย่างหนัก เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมา หลัง บริษัท บอร์น ออพเปอเรชั่น จำกัด บริษัทในเครือของพิธีกรชื่อดัง “ไตรภพ ลิมปพัทธ์” ได้ออกประกาศเตรียมปิดกิจการอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 พร้อมเลิกจ้างพนักงานทุกตำแหน่ง โดยระบุสาเหตุจากพิษสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำชะลอตัวอย่างรุนแรง ทำให้แฟนๆ รายการและคนบันเทิง ต่างพากันใจหายและตั้งคำถามถึงทิศทางของรายการดังบนหน้าจอทีวี

โดย “อาต๋อย ไตรภพ” ได้เคลื่อนไหวพร้อมเตรียมไขข้อข้องใจทั้งหมดแล้ว โดยได้รับการยืนยันว่าเจ้าตัวเตรียมตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดใจถึงความจริงทั้งหมด เกี่ยวกับการยุติการออกอากาศของ 2 รายการระดับตำนาน ได้แก่ “ครัวคุณต๋อย” และ “Today Show” ที่ออกอากาศทางช่อง 3 โดยการแถลงข่าวเปิดใจในครั้งนี้ จะจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00-12.00 น. สถานที่ กันตนา รัชดา ซอย 19 โดยมีบางช่วงบางตอนอาต๋อยเล่าอีกว่า
อาต๋อย ตอบคำถามเพิ่มเติมของสื่อมวลชนว่า “เรื่องดิจิทัลเยอะมาก ไปค้นดูได้เลยว่า ผมพูดไว้ เคยต่อต้านกระแสในตอนนั้น ตอนนี้เห็นผลแล้วครับ ตอนนี้ผมแค่ขึ้นฝั่ง คลื่นทะเลแรงมาก ผมแค่ขึ้นฝั่ง ถ้าลมสงบผมลงทะเลอีกแน่ครับ การพูดคุยกับช่อง 3 เขาพยายามอยากให้ผมอยู่ต่อ ผมก็ชี้แจงค่าใช้จ่ายยังไง เราไม่ได้ปิดบริษัทนะครับ ไม่ได้เอาคนออก ให้เขาออกเพื่อรับสิทธิประโยชน์ตามที่ต้องรับ เขาอายุ 50-60 แล้ว เขาดีไหมดีกว่า เขาควรได้สิ่งที่ควรจะได้ เป็นการเลิกจ้างเพื่อให้เขาได้ค่าชดเชยสูงสุดตามที่เขาจะได้ แล้วผมก็จ้างเขาใหม่อีกไง เพียงแต่ว่าทำไงให้เขารอดตัวก่อนดีกว่า ผมเป็นเจ้านายเขา ตอนแรกผมเลิกจ้างก่อน แล้วเขายังอยากทำอีก เขามาเลย ไปถามคนในบริษัทผมได้เลยว่าจริงหรือเปล่า ในหนังสือเขียนชัดเลยว่าปิดบริษัท มันเลยหลุดไง เขาแค่บอกสถานะ คนบอกอาจจะสนิทสื่อมากกว่า ผมให้พี่คนแรกเลยนะ ประมาณนี้ ผมไม่คิดว่าเขามีเจตนาอะไรเลย ใครที่ทำเอกสารออกไป แล้วคุณคิดไม่รอบคอบพอ มันทำให้เกิดวันนี้ เขาควรได้รับบทเรียนแล้วใช่ไหม เขาต้องคิดยังไงกับชีวิตเขา”
อาต๋อย เผยว่า “ตอนนี้ทีวีเลิก แต่เรายังอยู่ออนไลน์ เพราะเราต้องเลี้ยงคนพวกนี้ไง ตั้งแต่ตั้งบริษัทมาตอนแรกๆ จนถึงตอนนี้ผมไม่มีค่าตัว มันจะกลายเป็นเบียดบังคนอื่นเขา โอเคผมเป็นเจ้าของ แต่ผมควรจะได้ค่าพิธีกรด้วยสิ ตอนที่ผมรุ่งเรืองมาก ผมควรจะมีค่าตัวตอนละ 3-4 แสนบาท ครัวคุณต๋อย ผมก็ไม่มีค่าตัว พิธีกรคนอื่นได้ค่าตัวครับ เขาช่วยเรามาตลอด ทุกคนได้ค่าตัวหมดครับ ยกเว้นผม สามแสนนี้บริษัทผมเองนะครับ คนอื่นมาจ้างผมต้อง 5 แสนต่อตอนครับ ถ้าเขาจ้างให้เขาไปตรวจประสาทก่อนดีกว่า แผนปีหน้า การย้ายแพลตฟอร์มเป็นเรื่องใหญ่มากๆ แพลตฟอร์มใหม่ เราจะสร้างประโยชน์และสิ่งดีๆ ให้เขาได้อย่างไร เราไม่ได้ว่านะครับ เรากำหนดทิศทาง เราจึงพยายามสร้างอคาเดมีขึ้นมา “ความแตกต่างคืออนาคต ถ้าไม่รู้จักคำนี้คุณตายแน่” จำคำนี้ไว้นะครับ”

พิธีกรดัง เผยต่ออีกว่า “เรามีสื่ออยู่ เรียกว่าสื่อแบบไทย เป็นการฝังรากที่ดี บางอย่างเราแตกต่างจากโลกมากมาย เราเอาข้อแตกต่างของโลก บางอย่างเราควรก้าวออกจากกรอบตั้งนานแล้ว แต่ขนบธรรมเนียมประเพณีทำให้เราก้าวออกจากกรอบไม่ได้ บางอย่างคนที่มีความรู้ที่สุดในวงการทีวี รู้เรื่องและคร่ำหวอดในทีวีจริงๆ ควรกำหนดทิศทางอนาคต หรือว่าควรจะเป็นอย่างที่หลายคนอยากให้เป็น ผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่อยู่แบบนั้นได้ เป็นหัวข้อที่สังคมควรตระหนัก แล้วผมไปลั่นปาก หลุดปากไปพูดกับดุ๊ก ในรายการที่ดุ๊กมาทำออนไลน์ เรื่องราวเกิดกับเราคือมีความอ่อนหลายอย่างที่ประเทศนี้ ความอ่อนสำคัญมากๆ เลย”
“หนึ่งสื่ออ่อนแอ สื่อเสนอเรื่อง แนวทางการชักจูง ยังอ่อนแอ มีหน้าที่นำเสนออย่างเดียว ขาดการชักจูงที่ถูกต้องไป สู่แนวทางความสำเร็จร่วมกันอย่างถูกต้อง
สองรัฐอ่อนแอ ข้าราชการ ไปดูกันเอาเอง ว่ามันถูกต้องจริงไหม มันอ่อนแอจริงไหม อย่าเพิ่งโกรธผมนะครับ ผมพูดด้วยความปรารถนาดีทั้งนั้น ผมไม่คิดจะดำรงตำแหน่งอะไรนอกจากนายกรัฐมนตรีเท่านั้น (ยิ้ม) ล้อเล่นครับ ไม่งั้นเดี๋ยวเป็นประเด็น
สามประชาชนอ่อนแอ แบบนี้อยู่กับเรามาตลอด ผมไม่ได้ไปโทษใคร อย่าไปตีความแบบนั้น อย่าไปทำให้เสียหายแบบนั้น อะไรที่เราทำได้แล้วไม่อ่อนแอ เราเข้มแข็งได้ เราทำตรงนี้ได้เราก็ทำสิ”
อาต๋อย เผยว่า “ตอนนี้ผมกำลังทำฟาวเดชั่นออฟไลฟ์ให้คุณ เพื่อให้คุณมีแรงที่จะสู้ต่อไป เดินต่อไป ผมพยายามครับ อายุรุ่นผมนะครับที่ทำได้ดีที่สุดคือสร้างคนรุ่นใหม่ให้ดีที่สุด แข็งแรงที่สุด ให้มีฟาวเดชั่นที่ดีที่สุด เรากำลังทำฟาวเดชั่นออฟไลฟ์อยู่ครับ ผมกำลังทำ มันอาจจะเรียกว่าหนังสืออะไรก็ช่าง ให้คุณกำลังทำไง ให้คุณตื่นเช้ามา ไม่หงอยอีกต่อไป มีแรงสู้กับชีวิตและมีแรงสู้ต่อไป”
“ตอนนี้ผมอยู่วงการมา 45 ปีประมาณนั้น ได้เลขแล้วครับ 45 นะครับ อย่างไรก็ตามขอบคุณทุกๆ ท่าน ขอบคุณช่อง 3 อย่างยิ่ง คุณประวิทย์กับผมไม่ต้องพูด คุณประวิทย์สุดยอดชีวิตของผม ขอบคุณทุกๆ คนที่ร่วมงานกับผม ขอบคุณสื่อมวลชน ขอบคุณผู้ชมทุกท่าน แต่เชื่อผม เรายังอยู่ และเราต้องอยู่นะครับ เพื่อทำสิ่งดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณอย่าเพิ่งรีบแพ้สิครับ อย่าเพิ่งรีบเลิก ทำใหม่สิครับ ทำให้มันดีกว่าเดิม คุณอยู่ได้แน่นอน ในโลกที่แปรผันขนาดไหนยังไงก็ตาม ถ้าคิดใหม่ ทำใหม่ คุณต้องสู้ต่อไป ขอบคุณมากครับ”




