ผู้ช่วยศาสตราจารย์หฤษฎ์ คล่องดี อาจารย์สาขาวิศวกรรมพลังงาน วิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนม เปิดเผยว่า แนวคิดดังกล่าวเกิดจากการนำวัชพืชที่หาได้ในพื้นที่ โดยเฉพาะหญ้าอ้อยหนู มาพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเอทานอลบริสุทธิ์ เพื่อใช้เป็นส่วนผสมของเชื้อเพลิงสำหรับตะเกียงเรือไฟ ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมพลังงานมาประยุกต์ใช้กับประเพณีท้องถิ่น ควบคู่กับการแสวงหาแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

กระบวนการผลิตเริ่มจากการนำหญ้าอ้อยหนูมาหีบเพื่อสกัดน้ำ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการหมักและกลั่นแยกเอทานอลหลายขั้นตอน โดยกลั่นซ้ำเพื่อเพิ่มความเข้มข้น จากนั้นใช้สารดูดความชื้นชนิดโมเลกุลาร์ซีฟ (Molecular Sieve) ช่วยแยกน้ำออกจากเอทานอล จนได้เอทานอลที่มีความบริสุทธิ์ประมาณ 99% ขึ้นไป

เอทานอลที่ผลิตได้ถูกนำมาผสมกับน้ำมันดีเซล B20 เพื่อพัฒนาเป็นน้ำมันดีโซฮอล์สำหรับใช้จุดตะเกียงเรือไฟ โดยในปีนี้สามารถผลิตและส่งมอบเชื้อเพลิงทางเลือกได้จำนวน 80 ลิตร แม้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานทั้งหมด แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของการทดลองนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับกิจกรรมทางวัฒนธรรม

ผลจากการนำเชื้อเพลิงสูตรดังกล่าวไปทดสอบใช้งานจริง พบว่าสามารถให้ประสิทธิภาพการเผาไหม้และแสงสว่างที่ดี โดยให้แสงนวลตาอย่างสม่ำเสมอ มีความทนทานต่อแรงลม และมีระยะเวลาการเผาไหม้ใกล้เคียงกับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบเดิม ขณะเดียวกันยังช่วยลดปริมาณควันดำได้เกือบ 50% เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงที่ใช้ตามปกติ

นอกจากประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว การพัฒนาเอทานอลจากหญ้าอ้อยหนูยังเป็นอีกแนวทางในการเพิ่มมูลค่าให้กับวัชพืชที่มีอยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อเอทานอลบริสุทธิ์ความเข้มข้นสูงที่จำหน่ายในท้องตลาดมีราคาค่อนข้างสูง การนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาแปรรูปจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการศึกษาความเป็นไปได้ด้านต้นทุนการผลิตในอนาคต ทั้งนี้ ต้นทุนที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต ปริมาณวัตถุดิบ และการขยายกำลังการผลิตด้วย

สำหรับแผนการดำเนินงานในปีถัดไป ทีมงานมีเป้าหมายเตรียมการผลิตและจัดเก็บเอทานอลล่วงหน้า เพื่อเพิ่มปริมาณจาก 80 ลิตรในปีนี้ไปสู่ระดับหลักพันลิตร โดยมุ่งให้มีเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับใช้จุดตะเกียงเรือไฟได้ต่อเนื่อง จากความต้องการใช้น้ำมันของเรือไฟที่อยู่ที่ประมาณ 700–800 ลิตรต่อวัน

ความสำเร็จของวิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนม ในครั้งนี้ สะท้อนถึงการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาสร้างนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และทรัพยากรของท้องถิ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ประเพณีไหลเรือไฟก้าวสู่แนวทางที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น