เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 69 ที่รัฐสภา นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมติดตามการบูรณาการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการเยียวยาฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ โดยมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือและการจ่ายเงินเยียวยาประชาชน

นายคงกฤษ กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 16 ก.ย.-22 ต.ค. 69 ส่งผลกระทบใน 51 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร 38 เขต ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก โดยกรุงเทพมหานครได้ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่จังหวัดอื่น ๆ อยู่ระหว่างดำเนินการช่วยเหลือประชาชนตามความเสียหายที่เกิดขึ้น สำหรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือผู้ประสบภัยก่อนวันที่ 1 ต.ค. 69 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ชี้แจงว่า ใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน โดยมีรายการช่วยเหลือ ได้แก่ ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยไม่เกิน 88,600 บาทต่อครัวเรือน ค่าซ่อมแซมโรงเรือนเพื่อการเกษตร 6,800 บาท ค่าเช่าบ้าน 2,500 บาท ซึ่งแตกต่างจากหลักเกณฑ์ของกรุงเทพมหานครที่ให้ความช่วยเหลือ 3,000 บาท ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ 13,500 บาท ค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 5,000 บาท กรณีบาดเจ็บจนทุพพลภาพ 16,600 บาท และค่าจัดการศพไม่เกิน 35,700 บาท นอกจากนี้ ยังมีการอนุมัติวงเงินเพิ่มเติมอีก 11,100 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา ก่อนพิจารณาดำเนินโครงการช่วยเหลือรูปแบบใหม่

นายคงกฤษ กล่าวต่อว่า ส่วนตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 69 เป็นต้นไป รัฐบาลมีโครงการประกันภัยพิบัติภาครัฐ ระยะเวลา 1 ปี เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือตามความเสียหาย โดยยังคงมีการสำรวจความเสียหายและกำหนดหลักเกณฑ์การขอรับค่าสินไหมทดแทน สำหรับความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย มีเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 10,000 บาท และสามารถขอรับค่าสินไหมเพิ่มเติมตามความเสียหายจริงได้อีกไม่เกิน 90,000 บาท รวมวงเงินสูงสุด 100,000 บาท ทั้งนี้ ต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองจากผู้นำท้องที่หรือท้องถิ่นว่าได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติจริง ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย วาตภัย หรือแผ่นดินไหว

นายคงกฤษ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีเสียชีวิตหรือได้รับผลกระทบต่อร่างกาย สามารถขอรับเงินประกันตามหลักเกณฑ์ของโครงการ โดยมีวงเงินประกันชีวิตสูงสุด 2 ล้านบาท ส่วนกรณีทุพพลภาพเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด ประชาชนที่ประสงค์ใช้สิทธิต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบ ThaID และแจ้งเหตุภัยพิบัติต่อผู้นำท้องที่หรือท้องถิ่นก่อน ทั้งนี้ ประชาชนยังสามารถขอรับความช่วยเหลือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือจังหวัดในกรณีที่ไม่อยู่ในความคุ้มครองของประกันภัยพิบัติ เช่น ค่าซ่อมแซมโรงเรือนเพื่อการเกษตร ค่าเช่าบ้าน ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ และค่ารักษาพยาบาล โดยหากเกินศักยภาพของท้องถิ่น จังหวัดสามารถพิจารณาใช้เงินทดรองราชการช่วยเหลือได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นายคงกฤษ กล่าวว่า ประชาชนควรศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้สิทธิให้ชัดเจนก่อนยื่นขอรับความช่วยเหลือ เนื่องจากการรับเงินช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยจากโครงการประกันภัยพิบัติอาจไม่สามารถใช้สิทธิซ้ำกับโครงการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยของภาครัฐได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยโครงการประกันภัยพิบัติภาครัฐมีเป้าหมายให้ความคุ้มครองประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือน เป็นระยะเวลา 1 ปี ทั้งนี้ กมธ.การกระจายอำนาจฯ จะติดตามการช่วยเหลือและการเบิกจ่ายเงินเยียวยาประชาชนในกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจนกว่าการดำเนินการจะแล้วเสร็จ พร้อมเปิดรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ยังประสบปัญหาหรือไม่ได้รับความช่วยเหลือ เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป.