เมื่อวันที่ 22 ต.ค. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาขยะและกากมลพิษ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรีและระยอง ซึ่งพบปัญหาในวงกว้างและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ว่า จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาโดยใช้โมเดลเดียวกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ที่จะไม่แจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับผู้ใด เพราะต้องการมุ่งเน้นการทำงานแก้ไขปัญหาเป็นหลัก ส่วนเพจต่างๆ ที่มีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อเท็จจริงได้โดยตรง พร้อมชี้แจงและให้ข้อมูลเพื่อนำไปเผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ระบุว่ามีการนำรูปภาพตนไปติดบนรถบรรทุกขนขยะอิเล็กทรอนิกส์อ้างเป็นยันต์ปราบด่านนั้น เป็นเรื่องเก่าที่ตั้งแต่ช่วงปี 64-66 ที่มีพรรคการเมืองฝ่ายค้านพรรคหนึ่ง ได้พูดในสภา ซึ่งตนยืนยันว่าหากมีเรื่องนี้ให้แจ้งความดำเนินคดีได้หมดเลย ตนไม่ได้แก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่ามาก ตนอยากเรียนว่า ยกตัวอย่างเสื้อที่เราให้พี่น้องประชาชนใน จ.ชลบุรี เป็นหมื่นตัว ใส่ชื่อเรา ถ้าคนใส่เสื้อเราแล้วไปทำอะไรผิด เราต้องผิดตามเขาหรือไม่ ยืนยันว่ารถเหล่านั้นไม่ใช่รถตนแน่นอน เพราะตนไม่ได้มีอาชีพนี้อยู่แล้ว และยืนยันว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ถ้าใครเจอก็แจ้งจับได้เลย
“สมมุติสื่อมวลชนเป็นเจ้าของรถสิบล้อที่มีคนว่าจ้างเรา แน่ๆ เขาไม่ได้ว่าจ้างเราไปขนยาเสพติดแน่นอน แต่เขาจ้างเราไปขนสินค้าจากแหลมฉบัง เป็นตู้คอนเทนเนอร์ ที่ผ่านระเบียบของศุลกากรถูกต้อง แต่เราเป็นคนขับ เราไม่สามารถเปิดตู้ได้ เราบรรทุกไป เรารู้ไหมว่าของข้างในเป็นอะไร เพราะเรารับจ้าง อันนี้คือเราไม่ได้แก้ตัวใดๆ แต่พูดถึงอาชีพธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งหมด การที่มีรูปผมติดอยู่ คิดว่าเป็นเรื่อง 5-6 ปีที่แล้ว ผมถามกลับว่าเสื้อผมใน จ.ชลบุรี ไม่รู้กี่หมื่นตัวตั้งแต่เป็น สส.มา 15-16 ปี ใส่เสื้อผมกันทั้งนั้น ใส่เสื้อผม ถ้าเกิดไปทำอะไรกันผิดๆ ผมไม่ได้มีอาชีพนั้น แล้วผมต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่” นายสุชาติ กล่าว
นายสุชาติ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้กรมควบคุมมลพิษมีหน้าที่ตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของประชาชนว่า พื้นที่ที่ถูกร้องเรียนมีสารมลพิษตกค้างเกินมาตรฐานหรือไม่ แต่ไม่ได้เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน จึงไม่สามารถสั่งปิดโรงงานได้โดยตรง การดำเนินคดีจึงต้องอาศัยอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจและกระบวนการยุติธรรม โดยรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอ เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย
สำหรับการตรวจสอบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะบูรณาการร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อปูพรมตรวจสอบอย่างครอบคลุม โดย ทส. มีเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน หรือ ทสม. ประมาณ 3 แสนคนทั่วประเทศ ทำหน้าที่เฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการติดตามปัญหาในพื้นที่ปราจีนบุรีและระยอง
นายสุชาติ กล่าวว่า ในครั้งนี้ได้ร่วมประสานกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการเข้าร่วมตรวจสอบ เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมระบุว่า ตนกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ยังมีความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน และมีเป้าหมายร่วมกันในการแก้ไขปัญหากากมลพิษอย่างเต็มที่
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ต้องตรวจสอบข้อมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานประเภท 105 และ 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยกและจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว รวมถึงการนำวัสดุเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์ โดยใบอนุญาตออกโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงต้องรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนว่าแต่ละจังหวัดมีโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตประเภทดังกล่าวจำนวนเท่าใด
นอกจากนี้ การจัดตั้งโรงงานยังต้องตรวจสอบขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้รวบรวมข้อมูลและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการการตรวจสอบให้เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งตนจะรับผิดชอบการดำเนินงานในพื้นที่ภาคตะวันออก และตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อให้ทราบว่ากากของเสียมาจากประเทศใด มีการนำเข้าหรือสำแดงข้อมูลเป็นเท็จหรือไม่ รวมถึงนำไปดำเนินการอย่างไร
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ในอดีตประเทศจีนมีโรงงานลักษณะนี้จำนวนมาก แต่เมื่อพบปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงกรณีการตรวจพบผู้ป่วยมะเร็ง จึงมีการกวาดล้างโรงงาน ส่งผลให้โรงงานบางส่วนปิดตัวลง ก่อนที่กิจการลักษณะเดียวกันจะขยายไปยังประเทศอื่น รวมถึงประเทศไทย โดยโรงงานบางแห่งตั้งอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งการดำเนินกิจการของโรงงานเหล่านี้ อาจมีการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่อคัดแยกโลหะ เช่น ทองแดง นำไปหลอม และกากของเสียส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง แต่หากผู้ประกอบการนำเข้าขยะผิดกฎหมาย หรือไม่กำจัดกากของเสียอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ก็อาจก่อให้เกิดปัญหามลพิษและส่งผลกระทบต่อประชาชนได้ อย่างเช่นปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้
รมว.ทรัพยากรฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะมีการพิจารณาปรับปรุง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้มายาวนานจนปัจจุบัน เกือบ 35 ปีแล้ว จึงจำเป็นต้องปรับปรุงให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการเพิ่มความเข้มข้นของบทลงโทษทางอาญาสำหรับผู้กระทำความผิดด้านสิ่งแวดล้อม โดยเบื้องต้น ได้หารือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อพิจารณาแนวทางให้สามารถยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดได้ เช่น ผู้บุกรุกป่าไม้หรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน พร้อมกำหนดบทลงโทษในระดับสูง เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำอีก.



