นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า แม้ราคาทองคำที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้เป็นการปรับลดลงจากผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ฯ อายุ 10 ปีที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 5% อย่างไรก็ตามทองคำแม้ได้แรงกดดันจากปรากฏการณ์ดังกล่าว แต่ก็มีฐานแรงซื้อ (Demand zone) สำคัญที่น่าจับตาที่แนวรับ 4,000 – 4,060 ดอลลาร์สหรัฐ ฯ ต่อทรอยออนซ์ ลุ้นการเกิดแรงช้อนซื้อ (Buy on dip) ดังเช่นครั้งก่อนหน้า

ในช่วงหลังจากนี้ประเมินในไตรมาส 1-2 ในปี 2570 ปัจจัยกดดันจะเริ่มหมดไป และลุ้นทองคำกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ลุ้นกลับไปดีดทดสอบแนวต้าน 4,700-5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสอยู่ที่ประมาณ 74,800 – 79,600 บาทต่อบาททองคำ

ในส่วนของแรงซื้อที่มีนัยสำคัญนั้น ส่วนหนึ่งแน่นอนว่ามาจากธนาคารกลางที่เข้าซื้ออย่างต่อเนื่อง โดย Goldman Sachs ประเมินว่าธนาคารกลางทั่วโลก มีการซื้อทองคำเมื่อปรับฤดูกาล (seasonally adjusted basis) ย้อนหลัง 3 เดือน อัตราการซื้อจะอยู่ที่ 85 ตันต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนปี 2565 ที่ระดับ 17 ตันอย่างมาก ความต้องการในส่วนนี้จึงถูกมองเป็น ปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างสำหรับทองคำ โดยธนาคารกลางของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) โดยเฉพาะจีนที่เข้าซื้อไปอีก 25 ตัน ยังคงมีสัดส่วนการถือครองทองคำต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมในระยะยาว (Underweight)

สำหรับการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางอย่างต่อเนื่องนี้มองว่าส่วนหนึ่งมาจากนโยบายลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization)ของธนาคารกลางทั่วโลก (Central Banks) ซึ่งมีปัจจัยเริ่มมาตั้งแต่ช่วงปี 2565 ที่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครน รัสเซียจึงโดนอายัด (Freeze) สำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางรัสเซียที่ฝากไว้ในสถาบันการเงิน นอกจากนี้ยังเห็นถึงความพยายามที่จะกระจายความเสี่ยงออกจากการถือครองสกุลเงินทุนสำรองของกลุ่มประเทศ G7 เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และด้านการเงิน

นอกจากนี้ จากตัวเลขทั้งหมดพบว่าการเข้าซื้อยังไม่ทะลุเป้าหมายที่ธนาคารกลางบางแห่งที่ตั้งไว้ จึงมองว่าโอกาสที่จะซื้อเพิ่มยังมีต่อเนื่อง และล่าสุดยังพบว่าธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ (De Nederlandsche Bank) ประกาศย้ายทองคำสำรอง 86 ตันจากออตตาวาและนิวยอร์กมาเก็บไว้ที่ลอนดอน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อขายและสภาพคล่อง