เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 69 ที่รัฐสภา น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมพิจารณาแนวทางแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 (ไทยพีบีเอส) โดยรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการ กรณีข้อเสนอเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสจากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ 1.5 ภายใต้เพดานปีละ 2,000 ล้านบาท เป็นการรับงบประมาณรายปีจากรัฐสภา โดยที่ประชุมให้ความสำคัญกับการใช้เงินสาธารณะอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ควบคู่กับการรักษาความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ

น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้แจงว่า พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 82 มีข้อยกเว้นสำหรับหน่วยงานที่มีกฎหมายจัดตั้งก่อนกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ทำให้ไทยพีบีเอสยังสามารถรับเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบได้ตามกฎหมาย การเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายปีจึงเป็นทางเลือกในการแก้ไขกฎหมาย ไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมาย ขณะที่กรมสรรพสามิตให้ข้อมูลว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การจัดเก็บภาษีสุราและยาสูบมีรายได้ปีละกว่า 200,000 ล้านบาท ทำให้ไทยพีบีเอสได้รับเงินบำรุงเต็มเพดาน 2,000 ล้านบาททุกปี ส่วนสำนักงบประมาณ ระบุว่า หากเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายปี จะไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะได้รับงบประมาณในจำนวนเท่าเดิมหรือเพียงพอในแต่ละปี เนื่องจากขึ้นอยู่กับภารกิจและนโยบายรัฐบาลในช่วงเวลานั้น กรรมาธิการหลายคนจึงแสดงความกังวลว่า การจัดสรรงบประมาณในลักษณะดังกล่าวอาจเปิดช่องให้เกิดแรงกดดันต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจของสื่อสาธารณะ

น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ผู้บริหารไทยพีบีเอสไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแหล่งรายได้ โดยระบุว่าองค์กรมีระบบตรวจสอบการใช้เงินจากหลายกลไก ทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการนโยบาย สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ รวมถึงการรายงานต่อรัฐสภา พร้อมอธิบายถึงภารกิจสำคัญของสื่อสาธารณะ อาทิ การผลิตข่าวสืบสวนสอบสวน รายการสำหรับเด็กและการศึกษา การสนับสนุนผู้ผลิตรายการอิสระ และการรายงานข่าวภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ ไทยพีบีเอสเสนอให้ปรับปรุงข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการหารายได้ เช่น การจำหน่ายสารคดีและภาพข่าว การร่วมลงทุน และการจัดเก็บค่าสมาชิกบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยต้องไม่กระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อ

น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับจำนวนผู้แสดงความคิดเห็นสนับสนุนร่างกฎหมายผ่านเว็บไซต์รัฐสภาที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกตในช่วงหลังเที่ยงคืน โดยประธาน กมธ. ระบุว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและเชิญผู้แทนฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐสภามาชี้แจงในการประชุมครั้งต่อไป

น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า สำหรับนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ให้ความเห็นถึงความสำคัญของหลักประกันด้านงบประมาณที่มั่นคงและเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ เพื่อป้องกันการแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อ พร้อมเสนอให้กำหนดเพดานงบประมาณที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อและยอดรับชมออนไลน์ ขณะที่นักวิชาการแสดงความกังวลว่า การจัดสรรงบประมาณโดยรัฐอาจส่งผลให้สื่อเกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง และกระทบต่อภารกิจที่สื่อเชิงพาณิชย์อาจไม่ดำเนินการ เช่น การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคม การตรวจสอบข้อเท็จจริง และการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน

น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า การประชุมในสัปดาห์หน้าทาง กมธ.เตรียมพิจารณาร่างกฎหมายเป็นรายมาตรา พร้อมเชิญผู้เสนอร่างกฎหมายมาชี้แจงเพิ่มเติม ขณะที่พรรคประชาชนเตรียมเสนอร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอสอีกฉบับ เพื่อพิจารณาควบคู่กัน โดยเปิดโอกาสให้ไทยพีบีเอสและภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางปฏิรูป เพื่อให้การใช้เงินมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถรักษาความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ.