วันนี้ (23 ต.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัทออมเดีย ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลด้านเทคโนโลยี สื่อและโทรคมนาคมระดับโลก ออกมาระบุว่า ตลาดซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์แบบลงมือทำแทนมนุษย์หรือเอไอเอเจนต์ทั่วภูมิภาคเอเชีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีแนวโน้มขยายตัวมากกว่า 14 เท่าภายในปี 2573 เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีของจีนเริ่มนำเครื่องมืออัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในงานสำนักงานและภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในงานสัมมนาประจำปีที่จัดขึ้น ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ออมเดีย คาดการณ์ว่ารายได้ของตลาดในภูมิภาคนี้ (ซึ่งรวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง) จะแตะระดับ 11,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 400,000 ล้านบาท) ภายในปี 2573 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ราว 782 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 28,000 ล้านบาท) ในปีนี้ และในช่วงเวลาเดียวกัน สัดส่วนรายได้จากเอไอเอเจนต์จะพุ่งขึ้นเป็นร้อยละ 12.3 จากเดิมร้อยละ 1.7 ของรายได้ซอฟต์แวร์เอไอรวมทั้งภูมิภาค
เทคโนโลยีเอไอเอเจนต์คือการนำโมเดลปัญญาประดิษฐ์มาใช้วางแผนและปฏิบัติงานหลายขั้นตอนแบบอัตโนมัติด้วยตนเอง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนรายงาน และการควบคุมการทำงานของซอฟต์แวร์ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถมอบหมายงานที่เดิมทีต้องสั่งการซ้ำๆ ให้ระบบจัดการแทนได้ทั้งหมด
คณะมนตรีรัฐกิจสาธารณรัฐประชาชนจีนได้กำหนดเป้าหมายภายใต้นโยบาย “เอไอ พลัส” ให้มีอัตราการเข้าถึงและใช้งานอุปกรณ์อัจฉริยะยุคใหม่รวมถึงเอไอเอเจนต์สูงเกินร้อยละ 70 ภายในปี 2570 และทะลุร้อยละ 90 ภายในปี 2573
ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนต่างเร่งนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาปรับใช้เพื่อคว้าโอกาสการเติบโตในตลาดของตนเอง เช่น อาลีบาบา กรุ๊ป ที่เปิดตัว “เอเจนต์คอร์” เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับองค์กรที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้าง ดำเนินการ และบริหารจัดการเอไอเอเจนต์ได้ รวมถึงติดตามประสิทธิภาพและการเชื่อมต่อเข้ากับระบบธุรกิจที่มีอยู่เดิม
ด้านเทนเซ็นต์ โฮลดิงส์ ก็กำลังขยายพื้นที่ทำงานสำหรับเอเจนต์ที่ชื่อ “เวิร์คบัดดี” ซึ่งทางบริษัทระบุว่าสามารถแก้ไขเอกสารจากโปรแกรม Word, ตาราง Excel และสไลด์ PowerPoint ได้โดยตรง พร้อมทั้งสามารถเชื่อมต่อกับบริการอย่าง Notion (แพลตฟอร์มจัดการงานเอกสาร) และ GitHub (แพลตฟอร์มฝากไฟล์และทำงานร่วมกันของนักพัฒนาซอฟต์แวร์) เพื่อดึงข้อมูลและดำเนินงานต่างๆ ได้ทันที
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดีส์ระบุว่า ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจีนอย่าง อาลีบาบา, เทนเซ็นต์ และไบต์แดนซ์ กำลังเร่งอัดฉีดงบลงทุนด้านเอไอเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า โดยบริการคลาวด์ยังคงเป็นช่องทางหลักในการสร้างรายได้ และมีโมเดลโอเพนซอร์สราคาถูกช่วยเร่งการใช้งานในระดับองค์กร อย่างไรก็ตาม บริษัทคลาวด์ของจีนยังคงเสียเปรียบสหรัฐ เนื่องจากสงครามราคาที่รุนแรงและขนาดธุรกิจที่เล็กกว่า ทำให้มีกระแสเงินสดหมุนเวียนกลับมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้น้อยกว่า
ขณะเดียวกัน ออมเดีย ได้เน้นย้ำว่าองค์กรต่างๆ ต้องมุ่งเน้นความคุ้มค่าของการลงทุนเป็นหลัก การใช้ประมวลผลข้อมูลปริมาณมากไม่ได้การันตีมูลค่าที่สูงขึ้น จึงต้องเลือกใช้โมเดลให้เหมาะกับลักษณะงาน นอกจากนี้ กระแสเอไอเอเจนต์ยังเปิดศึกการแข่งขันรอบใหม่ในตลาดคลาวด์ โดยผูกติดระบบซอฟต์แวร์ และโมเดลเข้าด้วยกัน ซึ่งส่งผลให้ลูกค้าย้ายไปใช้บริการของผู้ให้บริการรายอื่นได้ยากยิ่งขึ้น
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : scmp.com
เครดิตภาพ : REUTERS



