เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า จากการติดตามผลการดำเนินงานในการบังคับใช้ประกาศ กพท. เรื่อง การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนที่จะบรรทุกไปกับอากาศยาน พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 2569 โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่สนามบินที่ได้รับมอบหมายสามารถเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนโดยไม่มีผู้โดยสารอยู่ด้วยได้ ซึ่งจะเปิดตรวจเพิ่มเติมเฉพาะกรณีที่ผลการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) พบเหตุอันควรสงสัยว่ามีวัตถุต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน

โดยในภาพรวมพบว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สิ่งของต้องห้ามที่ตรวจพบส่วนใหญ่ ได้แก่ แบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบตเตอรี่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหากจัดเก็บ หรือขนส่งไม่เป็นไปตามข้อกำหนด โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการลัดวงจร และการเกิดเพลิงไหม้ในห้องเก็บสัมภาระใต้ท้องเครื่องบิน อย่างไรก็ตาม กพท. ขอย้ำว่ามาตรการเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียน มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้วัตถุต้องห้าม หรือสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายถูกนำขึ้นอากาศยาน โดยมิใช่การเปิดตรวจสัมภาระทุกใบเป็นการทั่วไป

สำหรับกระบวนการตรวจค้นจะเริ่มจากการตรวจคัดกรองสัมภาระด้วยเครื่องเอกซเรย์ หากพบวัตถุต้องสงสัย เจ้าหน้าที่จึงจะนำสัมภาระไปยังพื้นที่ที่กำหนด เพื่อดำเนินการเปิดตรวจโดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมายเท่านั้น โดยต้องมีการบันทึกภาพระหว่างการตรวจค้น เพื่อเป็นหลักฐานสำหรับตรวจสอบย้อนหลัง และจัดให้มีเอกสารแจ้งการตรวจค้น (Notice of Baggage Inspection) ไว้ภายในสัมภาระ เพื่อให้เจ้าของสัมภาระรับทราบ ดังนั้นการเปิดกระเป๋าสัมภาระนอกเหนือจากขั้นตอน พื้นที่ หรือโดยบุคคลที่ไม่ได้รับมอบหมายตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ไม่ถือเป็นการดำเนินการตามมาตรการเปิดตรวจสัมภาระฉบับใหม่นี้ และอาจเข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้สัมภาระลงทะเบียนจะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบในการขนส่งของสายการบินตลอดการเดินทาง หากผู้โดยสารพบความผิดปกติของกระเป๋าหรือทรัพย์สินภายในสัมภาระ สามารถติดต่อสายการบินที่ใช้บริการ เพื่อแจ้งเรื่องและขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารถูกเปิดค้น จำนวน 4 กรณี ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชน โดย กพท. ได้ประสานตรวจสอบข้อเท็จจริงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า 2 กรณีเป็นเที่ยวบินที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศ โดยผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของท่าอากาศยาน ยืนยันว่าไม่ใช่การเปิดตรวจสัมภาระโดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้นของท่าอากาศยานตามมาตรการใหม่

ขณะที่อีก 1 กรณีเป็นเที่ยวบินที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งกระบวนการตรวจค้นสัมภาระก่อนออกเดินทางอยู่ภายใต้กฎระเบียบของท่าอากาศยานประเทศต้นทาง จึงไม่เกี่ยวข้องกับมาตรการดังกล่าวของไทย ส่วนอีก 1 กรณีเป็นเที่ยวบินภายในประเทศที่มีการเปิดตรวจสัมภาระตามมาตรการใหม่จริง เนื่องจากตรวจพบอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่บรรจุอยู่ภายในกระเป๋า และผู้โดยสารไม่ได้ใช้ตัวล็อกแบบ TSA เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องตัดซิปกระเป๋าเพื่อเปิดตรวจ โดยได้ใส่ใบแจ้งการเปิดตรวจสัมภาระตามกระบวนการ

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น กพท. ขอแนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบรายการสิ่งของต้องห้าม และเงื่อนไขการขนส่งสัมภาระผ่านเว็บไซต์ของสายการบินก่อนจัดกระเป๋าทุกครั้ง โดยเฉพาะแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) ซึ่งห้ามบรรจุในสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องบิน รวมถึงควรตรวจสอบข้อกำหนดสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบตเตอรี่ และสิ่งของอื่นๆ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการขนส่งแตกต่างกัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และลดความจำเป็นในการเปิดตรวจค้นเพิ่มเติม

พร้อมกันนี้ กพท. ขอแนะนำให้ผู้โดยสารถ่ายภาพสิ่งของภายในกระเป๋าก่อนปิดสัมภาระ และถ่ายภาพลักษณะภายนอกของกระเป๋าขณะเช็กอิน (Check-in) เก็บไว้เป็นหลักฐาน รวมถึงหลีกเลี่ยงการบรรจุทรัพย์สินมีค่าไว้ในสัมภาระลงทะเบียน เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ และประสานงานกับสายการบินในกรณีที่กระเป๋า หรือสิ่งของภายในเกิดความเสียหาย สูญหาย หรือมีความล่าช้าระหว่างการขนส่ง

กพท. ขอยืนยันว่า การบังคับใช้มาตรการตรวจค้นสัมภาระดังกล่าวมุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยของผู้โดยสารและอากาศยานเป็นสำคัญ โดยกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานและมาตรการตรวจสอบย้อนหลังไว้อย่างชัดเจน พร้อมติดตามผลการดำเนินงานและสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเดินทางทางอากาศเป็นไปด้วยความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของประเทศไทย