เป็นไม้ต้นสูงถึง 20 เมตร ใบ เดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรี หรือรูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 6.5-8.3 ซม. ยาว 20-32 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเว้ารูปหัวใจหรือมนกลม เส้นใบเชื่อมกับ บริเวณขอบใบ ดอก สีขาว ออกเป็นกระจุกช่อที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ ยาวถึง 5 ซม.

ดอกย่อยบานกว้างถึง 5 ซม. ฐานรองดอกเจริญ เป็นรูปถ้วยสูง 15-23 มม. ผิวนอกเป็นสัน กลีบรองดอก 4 กลีบ ปลายกลีบมนกลม กลีบดอก 4 กลีบ รูปกลม เกสรผู้จำนวนมาก ยาว 2.4-3.3 ซม. ก้านเกสรเมียยาวกว่าเกสรผู้ ผล รูปทรงกลม ผิวมัน ขนาด 4.2-6 ซม. ผิวนอก เป็นสัน เมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก

เนื่องจากชมพู่ป่าเป็นพืชพื้นถิ่นของไทย การนำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ในอดีต  โดยประโยชน์หลักๆ คือ การนำมารับประทานเป็นผลไม้ ซึ่งผลสุกของชมพู่น้ำป่า  มีกลิ่นหอมและมีรสหวานกรอบ อีกทั้งยังมีสีสันสวยงาม   ปัจจุบันชมพู่ป่าดอกไม้ยังเป็นพันธุ์ไม้หายากที่มีการประกาศให้อนุรักษ์เอาไว้ จึงทำให้ผลและต้นกล้ามีราคาแพง จึงเริ่มมีการเพาะต้นกล้าจำหน่าย ในส่วนของเปลือกต้น นำมาสกัดเป็นสารที่ให้สีน้ำตาลได้อีกด้วย

นอกจากนี้ชมพู่ป่ายังมีสรรพคุณช่วย  แก้เบาหวาน แก้ท้องเสีย แก้โรคบิด แก้ท้องร่วง เป็นยาบำรุงหัวใจ ใช้เป็นยาชูกำลังแก้ลมปลายไข้ เป็นยาลดไข้ แก้บิด แก้ตาอักเสบ ใช้ล้างแผลสด รักษาโรคผิวหนังแก้ผื่นคัน.