“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” มีโอกาสสอบถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถึงปัญหาโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งล่าช้ามานานถึง 7 ปี แต่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง รวมถึงยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการยกเลิกสัญญาหลังเอกชนกลุ่มซี.พี.คู่สัญญาขอสิ้นสุดสัญญา ขณะที่รัฐบาลก่อน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ด EEC เห็นชอบหลักการแก้ไขปัญหาโครงการฯ ด้วยการปรับปรุงสัญญาร่วมลงทุน เพื่อผลักดันให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้

นายอนุทินกล่าวสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “สัญญายังมีผล โครงการนี้ยังต้องเดินตามสัญญา คู่สัญญาทั้งภาครัฐและเอกชนต้องดำเนินการตามสัญญาเดิม”

เมื่อถามย้ำว่า ผู้เกี่ยวข้องรอให้นายกรัฐมนตรีชี้ขาดโครงการนี้ ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานบอร์ด EEC นายอนุทินกล่าวว่า เมื่อสัญญายังมีผลก็ต้องดำเนินการตามสัญญา ขณะนี้ยังไม่มีประเด็นที่ต้องเสนอให้บอร์ดEECพิจารณา พร้อมระบุว่า ในฐานะประธานบอร์ดEEC ตนเป็นผู้พิจารณาว่าวาระใดควรนำเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ยื่นฟ้องบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด เอกชนคู่สัญญา ธนาคารผู้ค้ำประกัน และผู้ออกหนังสือรับประกัน รวม 8 ราย ต่อศาลปกครองกลางเพื่อเรียกชำระหนี้ค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ต เรลลิงก์ (ARL) พร้อมดอกเบี้ยผิดนัด รวม 13,335,938,913.70 บาท ตลอดจนบังคับหลักประกันสัญญาและหนังสือรับประกัน

รฟท.ระบุว่า เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2562 ได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัดโดยเอกชนมีหน้าที่ชำระค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในARL 10,671,090,000 บาท ภายใน 2 ปีนับจากวันที่สัญญามีผลบังคับใช้ ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2564

หลัง รฟท. ติดตามทวงถามและเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทตามขั้นตอนในสัญญา แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครอง โดยแบ่งผู้ถูกฟ้องเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1) บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้น ถูกฟ้องเรียกเงินต้น 10,671,090,000 บาท และดอกเบี้ยผิดนัดถึงวันฟ้อง 2,664,848,913.70 บาท รวม 13,335,938,913.70 บาท

2) ธนาคารผู้ค้ำประกัน 2 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) วงเงินค้ำประกันแห่งละ 1,000 ล้านบาท

3) ผู้ออกหนังสือรับประกัน 5 ราย เพื่อชดใช้ความเสียหายกรณีเอกชนไม่ปฏิบัติตามสัญญา ได้แก่

-บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด (สัดส่วนลงทุน 70%)

-บริษัท ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรั๊คชั่น คอร์ปอเรชั่น ลิมิเต็ด (10%)

-บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (10%)

-บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (5%)

-บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (5%)

รฟท. ยืนยันว่า การดำเนินการทางกฎหมายมีเป้าหมายเพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของรัฐอย่างรอบคอบและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมย้ำว่าข้อพิพาทจะไม่กระทบต่อการให้บริการ ซึ่งยังเปิดให้บริการตามปกติ