วันที่ 26 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ดอีอีซี ครั้งที่ 3/2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณาวาระสำคัญด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC
ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบหลักการประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม 4 แห่ง ได้แก่ อีเทค สมาร์ท พาร์ค, นิว ฮอไรซัน ซิตี้, พนัสนิคม และเขตยานยนต์สมัยใหม่ ปลวกแดง จ.ระยอง จากปัจจุบันที่ กพอ.ประกาศเขตส่งเสริมฯ แล้ว 47 แห่ง
เมื่อรวมประมาณการเงินลงทุนเบื้องต้นของทั้ง 4 โครงการ อยู่ที่ประมาณ 25,664 ล้านบาท โดยโครงการใหญ่สุดคือ อีเทค สมาร์ท พาร์ค อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี พื้นที่กว่า 610 ไร่ เงินลงทุนประมาณ 19,750 ล้านบาท รองรับยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร
เมื่อพัฒนาเต็มรูปแบบ อีเทค สมาร์ท พาร์ค มีศักยภาพสร้างงานประมาณ 3,500-5,500 ตำแหน่ง ขณะที่นิว ฮอไรซัน ซิตี้ อ.ศรีราชา มีเงินลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท และคาดเกิดการจ้างงานมากกว่า 1,200 ตำแหน่ง พร้อมรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายและเศรษฐกิจสีเขียว
ส่วนเขตพนัสนิคม จ.ชลบุรี มีเงินลงทุนเบื้องต้น 1,669 ล้านบาท รองรับ 8 กลุ่มอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เกษตรชีวภาพ อาหาร หุ่นยนต์ ดิจิทัล โลจิสติกส์ และสุขภาพ โดยคาดว่าจะสร้างงานในพื้นที่ถึง 7,750 ตำแหน่ง
ในส่วนเขตยานยนต์สมัยใหม่ ปลวกแดง จ.ระยอง มีพื้นที่ประมาณ 70 ไร่ เงินลงทุนเบื้องต้น 245 ล้านบาท เน้นยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ ดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากร เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่และยกระดับทักษะแรงงานรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
อย่างไรก็ตาม การเปิดพื้นที่ลงทุนใหม่มาพร้อมข้อสังเกตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม ระบบสาธารณูปโภค ความเสี่ยงน้ำท่วม และระบบระบายน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่จะรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งต้องมีระบบป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง
ในส่วนนี้ นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EEC ชี้แจงว่า หลักเกณฑ์เขตส่งเสริมฯ ถูกออกแบบให้มีมาตรฐานเทียบเท่านิคมอุตสาหกรรม และบางเงื่อนไขเข้มกว่า เช่น กำหนดให้นำน้ำกลับมารีไซเคิลอย่างน้อย 25% พร้อมมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และติดตามการปฏิบัติตามเงื่อนไขภายหลังการจัดตั้ง
พร้อมกันนี้ที่ประชุมฯ ได้เห็นชอบ แผนงาน EEC ช่วงวันที่ 1 ต.ค. 2569-31 มี.ค. 2570 ตั้งเป้ามูลค่าโครงการที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการ EEC ไว้ 75,000 ล้านบาท พร้อมเร่งความพร้อมโครงการสำคัญ ทั้งสนามบินอู่ตะเภา เมืองใหม่ EECiti และศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน MRO รวมถึงระบบบริการ One Stop Service สำหรับนักลงทุน
เป้าหมายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนภาพรวม EEC ช่วงปี 2566-2570 ซึ่งวางเป้าเม็ดเงินลงทุนจริงสะสมไว้ที่ 500,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของ 3 จังหวัด EEC ขยายตัว 6.3% และดัชนีความก้าวหน้าของคนเพิ่มขึ้น 2% เพื่อให้การลงทุนส่งผ่านถึงการจ้างงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตในพื้นที่
ขณะเดียวกัน EEC เตรียมนำ AI มาใช้ตรวจแบบก่อสร้างผ่านระบบ One Stop Service หลังทดสอบระบบมาระยะหนึ่ง โดยเลขาธิการ EEC ระบุว่า สามารถตรวจแบบที่มีความซับซ้อนได้ภายในเวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติและทำให้โครงการลงทุนเริ่มต้นได้เร็วขึ้น
ช่วงท้ายการประชุม นายอนุทินกำชับให้การเปิดพื้นที่ลงทุนใหม่ต้องเดินควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการควบคุมมลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมย้ำว่าการลงทุนในเขตส่งเสริมต้องสอดคล้องกับกฎหมายหลักของประเทศ ไม่ใช่เร่งลงทุนโดยลดมาตรฐานการกำกับดูแลลง และต้องไม่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และต้องให้สอดคล้องกับกฎหมายหลักของประเทศ
นายอนุทิน ยังได้มอบแนวทางให้ EEC และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เชื่อมการทำงานกันให้มากขึ้น ลดความแตกต่างของเงื่อนไข ขั้นตอน และช่องว่างระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้นักลงทุนได้รับบริการที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังตัดสินใจเลือกฐานการลงทุนในภูมิภาค
พร้อมระบุว่า AI, Big Tech, โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึง Precision Industry เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเข้ามาตั้งฐานในพื้นที่ EEC จึงต้องใช้จุดแข็งของทั้ง BOI และ EEC ทำงานร่วมกัน ไม่แยกส่วน เพื่อรักษาความได้เปรียบของไทยในการแข่งขันดึงเงินลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง
นายอนุทิน ยังได้กำชับด้วยว่า เป้าหมายสำคัญจากนี้ไม่ใช่เพียงการประกาศเขตส่งเสริมหรือเพิ่มจำนวนโครงการ แต่ต้องทำให้เม็ดเงินลงทุนเกิดขึ้นจริง นักลงทุนสามารถเริ่มกิจการได้เร็วขึ้น และผลจากการลงทุนต้องย้อนกลับมาสร้างงาน สร้างรายได้ รวมถึงเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและชุมชนในพื้นที่ EEC มากที่สุดด้วย



