เมื่อวันที่ 26 ต.ค.69 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตอบโต้กรณีที่ นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีตรมช.สาธารณสุข เขียนจดหมายเปิดผนึก ลงวันที่ 26 ต.ค.69  ถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กรณีแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับแหล่งรายได้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในฐานะที่ตนเป็น สส. และเป็นผู้เสนอร่างขอชี้แจงว่า  ตนไม่ได้ปฏิเสธคุณประโยชน์ของ สสส. ความสำเร็จของระบบสาธารณสุขไทย หรือความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (WHO) แต่ต้องแยกให้ชัดว่า การสนับสนุนภารกิจสร้างเสริมสุขภาพ กับการคงรูปแบบการจัดเก็บและจัดสรรเงินภาษีแบบเดิม เป็นคนละเรื่องกัน

นายศุภชัย ระบุว่า ประการแรก การแก้ไขแหล่งรายได้ไม่ใช่การแทรกแซงการบริหาร สสส. ร่างกฎหมายมุ่งปรับปรุงแหล่งรายได้และกระบวนการจัดสรรเงินให้สอดคล้องกับหลักวินัยการเงินการคลัง มิได้เปลี่ยนโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ หรือเข้าไปควบคุมการบริหาร สสส. การเปลี่ยนวิธีจัดสรรงบประมาณจึงไม่ได้ทำให้ สสส. สูญเสียความเป็นอิสระโดยอัตโนมัติ

นายศุภชัย ระบุว่า ประการที่สอง วินัยการเงินการคลังไม่ใช่การตัดงบประมาณ เงินภาษีทุกจำนวนคือเงินประชาชน จึงต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งบาทหรือสี่พันล้านบาท การทบทวนระบบรายได้ไม่ได้หมายถึงการยุติการสนับสนุน สสส. รัฐยังจัดสรรงบประมาณได้ตามความจำเป็นและประโยชน์สาธารณะ หากปรับระบบภาษีสรรพสามิต ก็ควรออกแบบให้รายได้รัฐไม่ลดลงและไม่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการสุราหรือยาสูบ

นายศุภชัย ระบุต่อว่า  ประการที่สาม อย่าทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่ารัฐบาลต่อต้าน สสส. การเสนอร่างกฎหมายเป็นหน้าที่ของ สส. และไม่ใช่หลักฐานว่ารัฐบาลต้องการขัดขวางงานสร้างเสริมสุขภาพ  ควรแยกบทบาทของผู้เสนอร่างกฎหมาย รัฐบาล และรัฐสภาให้ชัดเจน ไม่ควรนำมาเชื่อมโยงจนประชาชนเข้าใจผิด

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ประการที่สี่ การรับงบประมาณรัฐไม่ได้ทำลายความเป็นอิสระ ศาล องค์กรอิสระ และกองทัพต่างได้รับงบประมาณแผ่นดิน แต่ยังมีอำนาจหน้าที่และโครงสร้างตามกฎหมายของตนเอง ความเป็นอิสระจึงต้องเกิดจากกฎหมายและหลักประกันในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่จากการได้รับเงินภาษีโดยไม่ผ่านการพิจารณางบประมาณประจำปีเพียงอย่างเดียว

นายศุภชัย ระบุว่า ประการที่ห้า กฎหมายวินัยการเงินการคลังต้องได้รับการเคารพ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 26 วางหลักเกี่ยวกับการเสนอกฎหมายจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมเพื่อใช้จ่ายเฉพาะกิจ ขณะที่ มาตรา 82 มีบทเฉพาะกาลรองรับกฎหมายเดิม ตนไม่ได้กล่าวว่าระบบรายได้ปัจจุบันของ สสส. ผิดกฎหมาย แต่การที่กฎหมายเดิมได้รับการรองรับ ไม่ได้หมายความว่าจะห้ามรัฐสภาพิจารณาทบทวน กฎหมายที่แก้ไขได้ตามรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่ใช่กฎหมายที่ใครจะผูกขาดมิให้แก้ไข การเสนอร่างกฎหมาย การไม่เห็นชอบ หรือการปรับแก้ในชั้นกรรมาธิการ ล้วนเป็นกระบวนการประชาธิปไตยตามปกติ

นายศุภชัย ระบุว่า ประการที่หก WHO ให้ข้อเสนอแนะได้ แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจแทนรัฐสภาไทย ตนเคารพ WHO และความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่ต้องแยกข้อเสนอแนะทางวิชาการออกจากอำนาจตัดสินใจทางกฎหมาย  ประเทศไทยรับฟัง WHO ได้ แต่การกำหนดภาษี งบประมาณ และกฎหมาย ต้องเป็นไปตามอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญไทย การได้รับการยอมรับจากนานาชาติไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุปิดกั้นการทบทวนกฎหมายภายในประเทศ

นายศุภชัย ระบุว่า ประการที่เจ็ด การตรวจสอบ สสส. และการปฏิรูปแหล่งรายได้ทำควบคู่กันได้ การตรวจสอบการใช้จ่ายกับการทบทวนโครงสร้างรายได้เป็นคนละเรื่อง และจำเป็นทั้งคู่  การตรวจสอบย้อนหลังไม่ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับระบบจัดสรรเงินในอนาคต ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแหล่งรายได้ก็ไม่อาจทดแทนการตรวจสอบประสิทธิภาพและความโปร่งใสได้  ประชาชนควรได้รับทั้งระบบการเงินที่ตรวจสอบได้และงานสร้างเสริมสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ

นายศุภชัย  ระบุว่า การปกป้อง สสส. ไม่ได้หมายความว่าต้องปกป้องกฎหมายเดิมทุกมาตรา การสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพไม่ได้หมายความว่าต้องคงรูปแบบการจัดสรรเงินเดิมตลอดไป การแก้ไขกฎหมายไม่ใช่การทำลายองค์กร และการรักษาวินัยการเงินการคลังไม่ใช่การต่อต้านงานสาธารณสุข หากเห็นว่าร่างกฎหมายมีข้อบกพร่อง ขอให้ชี้เป็นรายมาตราและเสนอแนวทางแก้ไข ผมพร้อมรับฟัง แต่ไม่ควรสรุปล่วงหน้าว่าการทบทวนแหล่งรายได้จะทำลายความเป็นอิสระของ สสส. หรือทำให้รัฐยุติการสนับสนุนสุขภาพประชาชน

“ผมเสนอแก้กฎหมาย ไม่ได้เสนอให้ยุบ สสส. ผมเสนอทบทวนระบบรายได้ ไม่ได้เสนอให้ยุติการสนับสนุนสุขภาพประชาชน ผมเสนอให้เคารพวินัยการเงินการคลัง ไม่ได้เสนอให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงการบริหาร สสส. ขอให้โต้แย้งกันด้วยเนื้อหากฎหมายและข้อเท็จจริง เพราะสิ่งที่ต้องรักษาคือประโยชน์ของประชาชน ระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง และความรับผิดชอบต่อเงินภาษีของประเทศ”นายศุภชัย ระบุ.