เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ในช่วงนี้ราคาข้าวเปลือกมีราคาสูงขึ้นกว่าในช่วงที่ผ่านมาเพราะมีข้าวที่เหลือในท้องนายังเหลืออีกไม่มาก จึงทำให้เกษตรกรที่ทำนาในพื้นที่ 3 อำเภอของจังหวัดลพบุรีประกอบด้วยอำเภอเมืองลพบุรี อำเภอท่าวุ้ง และอำเภอบ้านหมี่ เร่งเก็บเกี่ยวข้าวที่สุกแล้ว โดยเฉพาะในช่วงนี้ราคาข้าวเปลือกมีราคาสูงขึ้นกว่าในช่วงที่ผ่านมาทำให้เกษตรกรที่ทำนายิ้มได้ ซึ่งทำให้ราคาต้นทุนที่เกษตรกรลงไปได้กลับคืนมาพอที่จะเหลือกำไรจากการทำนาต่างจากทุกปี

จากการสอบถามทราบว่า ข้าวที่มีความชื้นต่ำกว่าร้อยละ 25 แตะตันละประมาณ 14,000 – 15,000 บาทนับว่าสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี จึงทำให้เกษตรกรที่เป็นชาวนามีความคึกคักตื่นเต้นกับราคาข้าวเป็นอย่างมาก หลังต้องเผชิญปัญหาราคาข้าวตกต่ำมานานที่บางปีเหลือเพียงตันละ 8,000–9,000 บาท
แต่อย่างไรก็ดีในปีนี้ชาวนายังคงต้องเผชิญกับภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ยเคมี ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะต้องใช้กับเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับที่ราคาข้าวสูงขึ้นในช่วงนี้ก็อาจจะมาจากสาเหตุที่ปริมาณข้าวที่ส่งเข้าสู่โรงสีน้อยลงและตลาดมีความต้องการมากขึ้น โดยเฉพาะกระแสข้าวเกี่ยวกับการที่ให้ประชาชนเก็บอาหารไว้ในยามฉุกเฉิน จึงทำให้ราคาข้าวมีความต้องการในหลายประเทศและต้องมีการกักตุ้นไว้และส่งผลกระทบทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ประเทศที่ส่งออกข้าวบางประเทศประสบกับปัญหาภัยพิบัติไม่สามารถส่งออกข้าวได้ตามปกติ รวมทั้งในเรื่องของการคาดการเกี่ยวกับสถานการณ์เอลนีโยในปีหน้าด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็มีการพยากรณ์อากาศว่าจะมีฝนตกลงมาคิดค่อกันหลายวัน จึงอาจจะทำให้ข้าวในนาที่กำลังสุกเก็บเกี่ยวได้แล้วมีความชื่นสูงและเกษตรกรก็ไม่มีลานที่จะตากข้าว หลังจากเก็บเกี่ยวก็นำใส่รถขนไปส่งขายให้กับโรงสีข้าวที่อยู่ใกล้เลยแม้ว่าข้าวบางแปลงยังสุกไม่เต็มที่ก็ตาม ซึ่งส่งผลให้รถเกี่ยวข้าวได้รับงานเกี่ยวข้าวในนากันเป็นจำนวนมากสร้างรายได้ให้กับผู้ที่ทำงานขับรถเกี่ยวข้าวและรถขนข้าวตามไปด้วย ทั้งที่ราคาน้ำมันจะมีราคาสูงขึ้นก็มีการเพิ่มราคาค่ารถเกี่ยวให้กับเกษตรกรที่ทำนาบางแต่ก็คุ้มกับราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้




