จากกรณีที่ธนาคารในหลายประเทศ ได้ถูกเจาะระบบโจมตีภัยไซเบอร์ จึงเกิดคำถามกับธนาคารพาณิชย์ของไทยว่ามีการเตรียมความพร้อมเรื่องความปลอดภัยภัยไซเบอร์มากน้อยแค่ไหน

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับความมั่นคงและการรองรับความเสี่ยงของระบบการเงิน โดยระบบการเงินของไทยในปัจจุบันมีความเข้มแข็งและมั่นคงสูง หากพิจารณาจากดัชนีเสถียรภาพของสถาบันการเงิน มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) เฉลี่ยสูงถึง 20% สูงเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซียเท่านั้น และสภาพคล่องอยู่ที่ระดับ 200% รวมถึงเงินสำรองสูงถึง 192% แม้ผลกำไรของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 3 จะลดลง 9.7% และภาพรวม 9 เดือนลดลงเกือบ 4% 

นายวิทัย กล่าวถึงสถานการณ์ภัยทางการเงินว่า ในอดีต ปัญหา Unauthorized Payment คือการถูกรีโมทเข้าควบคุมโทรศัพท์เพื่อโอนเงินหรือกู้เงิน ได้ถูกแก้ไขจนหมดไปแล้ว แต่ปัจจุบันปรับเปลี่ยนมาเป็น Authorized Push Payment คือเหยื่อถูกหลอกให้ตัดสินใจโอนเงินเอง เช่น หลอกลงทุน หลอกซื้อของ หลอก Romance Scam หรือหลอกให้กลัวคดีความ

สำหรับมาตรการของ ธปท. สามารถลดมูลค่าความเสียหายจากภัยไซเบอร์ จากเดิมที่สูงถึงไตรมาสละประมาณ 8,000 ล้านบาท ลงมาเหลือประมาณ 2,300 ล้านบาทในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มิจฉาชีพมีความเร็วในการยักย้ายถ่ายเทเงินสูงมาก โดยเมื่อเหยื่อโอนเงินไปแล้ว ภายใน 2 นาทีเงินจะถูกกระจายออกจากบัญชีม้า และภายใน 3 นาทีจะหลุดออกจากระบบ Banking ทั้งหมด ขณะที่เหยื่อกว่าจะรู้ตัวต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึง 30 ชั่วโมง

นายวิทัย กล่าวว่า อันดับดัชนีรับรู้การทุจริตของไทยลดลงจาก 38 คะแนนในปี 2011 เหลือเพียง 33 คะแนน พร้อมระบุว่า เงินจากการพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ และการคอร์รัปชัน ทั้งหมดต้องวิ่งผ่านเส้นทางของสถาบันการเงิน ธปท. จึงได้ออกมาตรการตัดเส้นทางเงินเทาตั้งแต่ต้นทาง เช่น เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อมูลลูกค้าในการเปิดบัญชี เพื่อป้องกันการเปิดบัญชีม้า และหากพบว่าบริษัทใดรับชำระเงินให้กับธุรกิจพนันออนไลน์ จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตทันที 

ขณะที่ได้กำหนดมาตรการการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน หากไม่สามารถชี้แจงวัตถุประสงค์ได้ชัดเจนจะไม่สามารถถอนได้ ส่งผลให้ปริมาณการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ลดลงถึง 57% จากเดิมที่มีการถอนเดือนละกว่า 100,000 ล้านบาท เหลือเพียงประมาณ 40,000 ล้านบาท และกำหนดให้ต้องรายงานหากมีการถอนทองคำแท่งตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไปจากการซื้อผ่านแอปพลิเคชัน ส่งผลให้ปริมาณการถอนทองคำแท่งลดลงถึง 80-85% และร่วมกับ ก.ล.ต. ในการกำกับดูแลการเทรด USDT ซึ่งเคยมีปริมาณการซื้อขายสูงผิดปกติในไทย

ผู้ว่าฯธปท. กล่าวว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีภาคเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 48% ของ GDP โดยแบ่งเป็น เศรษฐกิจนอกระบบปกติในกิจกรรมเศรษฐกิจ เช่น พ่อค้าแม่ค้าตามตลาด คิดเป็น 35% ของ GDP และ เศรษฐกิจสีเทา/นอกระบบที่ไม่พึงประสงค์ คิดเป็นประมาณ 13% ของ GDP โดยปัจจุบันธุรกิจนอกระบบพึ่งพาการกู้ยืมในระบบสถาบันการเงินเพียง 66% ที่เหลือต้องพึ่งพานอกระบบ เช่น วงแชร์ หรือหนี้นอกระบบ

“หาก ธปท. และภาครัฐสามารถดึงกลุ่มธุรกิจนอกระบบที่มีศักยภาพเหล่านี้เข้าสู่ระบบการเงินได้ จะช่วยลดต้นทุนการเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และทำให้จัดสรรทุนได้อย่างตรงจุด ส่งผลให้ GDP ของประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ”

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า ภาคธนาคารมีการเตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงทางไซเบอร์ร่วมกันในระดับอุตสาหกรรมผ่าน TB-CERT ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้ผ่านวิกฤติมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมือง เหตุการณ์แผ่นดินไหว หรือ น้ำท่วม ระบบการชำระเงินยังสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาทางสมาคมธนาคารไทย และ สถาบันการเงิน ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยทางไซเบอร์มาโดยตลอด