เมื่อวันที่ 5 พ.ย.นายอนรรฆ พัฒนวิบูลย์ อาจารย์พิเศษคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ได้ทำหนังสือขอลาออกจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ที่มีนายทรงศักด์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา

โดยในหนังสือดังกล่าว  ระบุเหตุผลการลาออกว่า หลังจากได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี มาตั้งแต่ปี 2561 ได้ร่วมเสนอแนะความเห็นเชิงวิชาการ และวิชาชีพมาอย่างต่อเนื่อง  กระทั่งในการประชุมครั้งที่ 1/2569 มีวาระขอทบทวนประกาศกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับการกำหนดให้ไม้พะยูงเป็นสินค้าต้องห้าม รวมถึงการควบคุมการส่งออกไม้ท่อน ไม้แปรรูป ไม้ล้อม และถ่านไม้ เป็นสินสินค้าที่ต้องขออนุญาต และให้ถ่านไม้เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองในการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2567 ซึ่งตนได้ให้ความเห็นถึงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับไม้พะยูงในป่าธรรมชาติ หากยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับดังกล่าว ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่นๆ ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องข้อมูลประกอบการพิจารณาอย่างไม่สมบูรณ์ และมีความเสี่ยงต่อการส่งเสริมให้เกิดการลักลอบตัดไม้พะยูงในป่าธรรมชาติอย่างรุนแรง ดังที่เคยเกิดขึ้นก่อนมีประกาศกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าว แต่ท่านประธานฯ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระทรวงทรัพยากรฯ มิได้นำข้อเสนอแนะไปประกอบการพพิจารณาแต่ประการใด ยังยืนยันให้มีการดำเนินการทบทวนประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับดังกล่าว

หนังสือยังระบุอีกว่า ข้าพเจ้าเห็นว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถใช้ประสบการณ์และความสามารถ สนับสนุนแนวทางดำเนินงานของรัฐบาล ในเรื่องทรัพยากรป่าไม้ดังเช่นที่ผ่านมาได้ ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอลาออกจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในฐานะคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้นายอนรรฆ เปิดเผยว่า ตนและคณะผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนแสดงความกังวลว่าข้อมูลที่ส่งประกอบพิจารณายังไม่สมบูรณ์ มีความเสี่ยงจะกระตุ้นให้เกิดการลักลอบตัดไม้พะยูงในป่าธรรมชาติรุนแรงขึ้น เนื่องจากไม้พะยูงใช้เวลา 40-50 ปีจนได้แก่นไม้ที่สมบูรณ์สำหรับทำเฟอร์นิเจอร์ โดยตอนนี้ยังไม่มีการปลูกไม้พะยูงเป็นไม้เศรษฐกิจ จึงอาจซ้ำรอยกับปัญหาตัดไม้พะยูงในช่วงปี 2555-56 ส่งไปจีนที่รุนแรงมาก

นอกจากนี้ นายอนรรฆ ยังตั้งคำถามว่าในปี 2556 ไทยเป็นผู้เสนอให้ขึ้นบัญชี 2 อนุสัญญา CITES เพราะต้องการอุดช่องการลอบส่งออกไปจีน ซึ่งกัมพูชา เวียดนาม ลาวก็เห็นด้วย แต่ผ่านมา 13 ปีไทยกลับเสนอปลดล็อกส่งไม้ โดยไม่สนใจโลก อ้างว่าจะช่วยกระตุ้นให้คนอยากปลูกไม้พะยูงเพราะมีราคาแพง ทั้งที่ปัจจุบันก็ยังมีการลอบตัดอย่างต่อเนื่อง และไม่มีไม้ปลูกจากสวนป่าสักต้น จึงมองว่าการชงปลดล็อกให้ส่งไม้พะยูงครั้งนี้ ไม่ใช่เหตุผลจะเชิญชวนชาวบ้านมาปลูกไม้พะยูงเป็นป่าเศรษฐกิจ แต่เป็นข้ออ้าง ในช่วง 5 ปีที่ผลักดันเรื่องนี้ในบอร์ดป่าไม้ตลอด เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากไม้ของกลางในสต็อกที่ถูกยึดไว้จำนวนมาก

“ผมเคยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ดนโยบายป่าไม้นี้มา 3 วาระ เคยมีการผลักดันปลดล็อกให้ส่งออกไม้พะยูงขายต่างประเทศได้ 3 ครั้งในช่วง 5 ปี ซึ่งในยุคหนึ่งคือพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ยังรับฟังข้อทักท้วงติง แต่ครั้งนี้ที่ประชุมไม่ฟังเหตุผลที่ผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนเป็นห่วง ผมจึงขอลาออก เพราะไม่อยากเป็นแค่แสตมป์ตรายางให้ใคร”นายอนรรฆ กล่าว

นายอนรรฆ กล่าวว่า   ยืนยันว่าไม่ใช่อนุรักษ์โดยไม่ดูเศรษฐกิจของชาวบ้าน ก่อนหน้านี้ก็เคยปลดล็อกไม้สัก เพื่อการส่งออกได้ เพราะปลูกทดแทนได้จริง ขณะที่ไม้พะยูง ยังไม่มีความพร้อมใดๆ ทั้งทางวิชาการ จึงยังไม่ควรส่งออกเลย ซึ่งเหตุผลต่างๆดูเหมือนนายทรงศักดิ์ ไม่ฟังคำท้วงติง และสรุปผลักดันให้ผ่าน ดังนั้นส่วนตัวจึงน่าจะหวังว่าจะขายไม้ของกลางหรือไม่

ด้านนายนายนิกร ศิริโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นข้อเสนอองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ที่สมาคมพ่อค้าไม้เสนอให้ผลักดัน เพราะมีปัญหาปลูกไม้พะยูงแล้ว ไม่สามารถส่งออกได้ ทำให้เดือดร้อน ขายในไทยก้อไม่ได้ราคา ขณะที่เรื่องอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรฯ เพื่อเตรียมเสนอ ครม.ให้อนุมัติต่อไป ส่วนที่หลายฝ่ายเกรงว่าจะกระทบกับไม้พะยูงในป่าธรรมชาติหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่กระทบเพราะมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ดูแลอย่างเต็มที่อยู่แล้ว.