เมื่อวันที่ 6 ม.ค. รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ระบุข้อความว่า “เข้าฤดูหนาวเต็มตัวมาเดือนกว่าแล้ว ยังไม่เคยสัมผัสคำว่าหนาวจริงจังในกทม.เสียที ได้แต่ไปอาศัยความหนาวบนภูสูงแถบชายแดนลาวดังรูปเมื่อช่วงต้นเดือนก่อน มาวันนี้อุณหภูมิ 21 องศาฯ ความหนาวภายนอกยังไม่มาแต่ความหนาวในเริ่มเต็มที่แล้ว การระบาดของโควิดในประเทศไทยเข้าสู่ “ระลอกห้า” เต็มตัวแต่ยังไม่ถึงจุดสูงสุด โดยมีโอมิครอนเป็นผู้เล่นหลักแบบไร้ข้อกังขา

เมื่อวานยอดตรวจพบโอไมครอนรายใหม่แถวนี้ พุ่งขึ้นอีกจาก 3/13 สู่ 9/16 เป็น 27/39 เป็น 27/39 ตามที่เล่าไป ล่าสุดเป็น 37/39 แล้ว โดยเป็นบุคลากรประมาณหนึ่งในสาม มีราว 5-10% ที่เป็นการติดเชื้อซ้ำคนละสายพันธุ์ (reinfection) ยังดีว่าทุกคนไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย ส่วนสถิติประเทศรวม ATK ยังอยู่ที่ระดับเจ็ดพันเป็นวันที่สอง (คาดว่ายังรอรายงานตามมาอยู่อีกเยอะ)

แม้โรคจะไม่รุนแรง แต่ถ้ามีคนป่วยจำนวนมากเกิน จะทำให้สูญเสียกำลังคนในการทำงานเพื่อขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรด่านหน้าอื่น อีกทั้งจำนวนผู้ป่วยรุนแรงที่อาจจะเริ่มพบมากขึ้นจะล้นเกินศักยภาพที่เตรียมไว้ ทำให้กระทบมาตรฐานการดูแลรักษา และกระทบการดูแลรักษาผู้ป่วยอื่นที่ไม่ใช่โควิด เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายเช่นก่อน ฝ่ายนโยบายคงต้องเร่งตัดสินใจยุติมาตรการผ่อนคลายเดิม และเริ่มมาตรการเข้มงวดตามลำดับขึ้นใหม่ให้เร็วที่สุด ดังนี้

1. ประกาศพื้นที่ควบคุม โดยต้องให้มีรายละเอียดในระดับพื้นที่ย่อยลงไปกว่าเดิม ไม่สามารถเหมายกเข่งทั้งจังหวัดได้เหมือนเก่า

2. เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์ และให้ความร่วมมือในมาตรการที่จะดำเนินการ

3. ประกาศนโยบายหลักในการดูแลรักษาผู้ป่วยระลอกนี้ โดยใช้สถานที่พักของตัวเองหรือที่พักในชุมชน (home and community isolation) และโรงพยาบาลสนาม (field hospital) เนื่องจากผู้ป่วยจากเชื้อโอมิครอนกว่า 80% จะมีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ โดยผู้ป่วยทุกคนที่รักษาตัวนอกโรงพยาบาลต้องมีหน่วยงานทางการแพทย์ดูแล

4. ปรับเกณฑ์การวินิจฉัยโรค ให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคโควิด-19 ได้ ถ้ามีลักษณะทางคลินิกเข้าได้และผลตรวจ ATK โดยชุดตรวจที่ได้มาตรฐานให้ผลเป็นบวก และสามารถเข้าสู่ระบบการรักษาในข้อ 3. ได้เลย โดยภาครัฐให้การรับรองและสนับสนุนค่าใช้จ่าย

5. การตรวจ RT-PCR ให้ใช้สำหรับการตรวจผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลัก หรือในกรณีอื่นตามดุลพินิจของแพทย์”..

ขอบคุณภาพประกอบ : นิธิพัฒน์ เจียรกุล