สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ว่า นายซิลวิโอ แบร์ลุสโกนี อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี ประกาศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยืนยันไม่เสนอตัวชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งสภาจะลงมติในวันจันทร์ที่ 24 ม.ค.นี้ เพื่อเฟ้นหาผู้ดำรงตำแหน่งแทนประธานาธิบดีเซอร์จิโอ มัตตาเรลลา อยู่ในตำแหน่งตั้งแต่ปี 2558 และปฏิเสธอยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องเป็นสมัยที่สอง
ทั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่า การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีมาริโอ ดรากี น่าจะเป็นทางเลือก “เป็นไปได้ที่สุด” แต่ยังไม่ชัดเจน ว่าบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลจะสนับสนุนเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งจะเท่ากับเป็นการที่ดรากีจะหมดวาระนายกรัฐมนตรีก่อนกำหนด และต้องมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่
Italy's former prime minister Silvio Berlusconi has dropped plans to run in the presidential race.https://t.co/ADh1yQACCm
— DW News (@dwnews) January 23, 2022
อย่างไรก็ตาม แบร์ลุสโกนีกล่าวว่า โดยส่วนตัวเขาต้องการให้ดรากี ซึ่งเป็นอดีตประธานธนาคารกลางยุโรป ( อีซีบี ) ดำรงตำแหน่งให้ครบวาระ จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ในปี 2566 ส่วนการที่เขาตัดสินใจไม่เสนอตัวแล้วนั้น “เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง” และขอให้ทุกคนซึ่งร่วมกันเสนอชื่อเขาไปแล้ว ถอนชื่อเขาออก พร้อมทั้งยืนยันว่า “การรับใช้ชาติยังมีอีกหลายวิธี” แต่ก่อนหน้านั้น แบร์ลุสโกนีเคลื่อนไหวลับหลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุน ในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
Italy's parliament will convene on January 24 to begin voting for a new head of state and controversial four-time prime minister Silvio Berlusconi is emerging from the shadows to become a central figure in the presidential discussions pic.twitter.com/IcVyn6pm2k
— Reuters (@Reuters) January 19, 2022
แม้ประธานาธิบดีเป็นตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมีบทบาท “ในทางพิธีการ” มากกว่า เนื่องจากอำนาจบริหารแทบทั้งหมดอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรี แต่สถานการณ์การเมืองของอิตาลีในยุคหลัง ส่งผลให้ประธานาธิบดีมีบทบาทในการคลี่คลายวิกฤติการเมืองมากขึ้น และมีวาระการดำรงตำแหน่งที่ยาวนานถึง 7 ปี
สำหรับขั้นตอนการลงมติเลือกประธานาธิบดีของอิตาลีนั้น จะเป็นการลงคะแนนลับ 3 รอบ จากสมาชิกรัฐสภา 1,009 คน แบ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 630 คน วุฒิสมาชิก 315 คน วุฒิสมาชิกตลอดชีพ 6 คน และตัวแทนรัฐบาลท้องถิ่นอีก 58 คน ผู้ชนะต้องได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า 2 ใน 3 ทั้งสามรอบ หากยังตัดสินไม่ได้ รอบต่อไปให้ใช้เกณฑ์เสียงข้างมากชี้ขาด.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



