สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ว่า กระทรวงการคลังของสหรัฐออกแถลงการณ์ “เตือนภัย” ว่าการทำธุรกิจในเมียนมา “มีความเสี่ยงสูง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นการลงทุนในธุรกิจที่กองทัพเมียนมามีความเกี่ยวข้องด้วย ขอให้ผู้ที่ต้องการประกอบธุรกิจในเมียนมา พิจารณาเงื่อนไขตามกฎหมาย และขั้นตอนการทำธุรกรรมอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ทั้งนี้ ธุรกิจที่รัฐบาลวอชิงตันให้ความเห็นว่า “น่าวิตกกังวล” ในการที่ภาคเอกชนของสหรัฐจะร่วมมือด้วย ได้แก่ อัญมณีและหินมีค่าทุกประเภท อสังหาริมทรัพย์ โครงการก่อสร้าง พลังงาน การซื้อขายอาวุธและกิจกรรมทางทหารที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็น “แหล่งรายได้หลัก” ของกองทัพเมียนมาเป็นเวลายาวนานแล้ว
U.S. warns of heightened risks associated with business in Myanmar https://t.co/7HAdEBdPS0 pic.twitter.com/psTE0uWIgg
— Reuters Asia (@ReutersAsia) January 26, 2022
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของสหรัฐเกิดขึ้นประมาณ 1 สัปดาห์ หลังบริษัท “โททาล เอเนอร์จีส์” ของฝรั่งเศส และ “เชฟรอน” ของสหรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตด้านพลังงานรายใหญ่อันดับต้นของโลก ประกาศยุติปฏิบัติการดำเนินงานในเมียนมา โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและสิทธิมนุษยชนในเมียนมา “ที่ทรุดโทรมอย่างหนักและยังไม่มีแนวโน้มดีขึ้น” นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ปีที่แล้ว
Oil giants Total and Chevron exit Myanmar due to human rights abuses after the country’s military coup https://t.co/IOcpQJuiyj pic.twitter.com/VzD73GVLm3
— Al Jazeera English (@AJEnglish) January 21, 2022
อนึ่ง โททาลและเชฟรอนต่างเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และมีบทบาทสำคัญต่อการลงทุนในแหล่งก๊าซธรรมชาติ “ยาดานา” นอกชายฝั่งทะเลอันดามัน ห่างจากชายฝั่งใกล้ที่สุดของเมียนมาประมาณ 60 กิโลเมตร โดยพลังงานจากแหล่งก๊าซยาดานาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าประมาณ 50% ของเมืองย่างกุ้ง และ 8% สำหรับไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



