สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ว่า รัฐสภาของอิตาลี ประกอบด้วยสมาชิก 1,009 คน แบ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 630 คน วุฒิสมาชิก 315 คน วุฒิสมาชิกตลอดชีพ 6 คน และตัวแทนรัฐบาลท้องถิ่นอีก 58 คน มีมติเสียงข้างมาก 759 เสียง ในการประชุม เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกินกว่า 2 ใน 3 ตามกฎ ให้นายเซอร์จิโอ มัตตาเรลลา ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน


ทั้งนี้ สมาชิกรัฐสภารวมตัวกันประชุมวาระพิเศษ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อลงมติเฟ้นหาประธานาธิบดีคนใหม่ เนื่องจากมัตตาเรลลา อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ วัย 80 ปี ปฏิเสธอยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องเป็นสมัยที่สอง โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับสุขภาพ อย่างไรก็ตาม หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งมาแล้ว 8 รอบ ที่ประชุมยังไม่สามารถมีมติรับรองบุคคลใดได้

นางมาเรีย เอลิซาเบตตา อัลแบร์ติ คาเซลลาติ ประธานวุฒิสภา และนายโรแบร์โต ฟิโก ประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าพบเพื่อแสดงความยินดี และขอบคุณประธานาธิบดีเซอร์จิโอ มัตตาเรลลา ที่ทำเนียบคิรินาเล ในกรุงโรม


แม้รายงานหลายกระแสระบุว่า การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีมาริโอ ดรากี อดีตประธานธนาคารกลางยุโรป ( อีซีบี ) ซึ่งรับตำแหน่งผู้นำรัฐบาล เมื่อเดือน ก.พ. 2564 น่าจะเป็นทางเลือก “เป็นไปได้ที่สุด” แต่เรื่องนี้ไม่ได้รับความสนับสนุนจากบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลมากนัก เนื่องจากหมายความว่า ดรากีจะหมดวาระนายกรัฐมนตรีก่อนกำหนด และต้องมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ซึ่งสุ่มเสี่ยงทำให้อิตาลีต้องเผชิญกับภาวะสุญญากาศทางการเมืองอีกครั้ง จากการที่รัฐบาลอิตาลีในระยะหลังอยู่ในวาระได้ไม่นาน และต้องเชิญบุคคลนอกมาเป็นผู้นำรัฐบาล

สมาชิกรัฐสภาอิตาลีแสดงความยินดีกันและกัน หลังการลงมติให้ประธานาธิบดีเซอร์จิโอ มัตตาเรลลา ดำรงตำแหน่งต่อเป็นสมัยที่สอง


ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า หลังการหยั่งเสียงหลายรอบยังไม่สามารถผ่าทางตันได้ ดรากีเข้าพบมัตตาเรลลา ที่ทำเนียบคิรินาเล “เพื่อเจรจาและโน้มน้าว” อีกฝ่าย หลังจากนั้น เมื่อผลการลงมติเป็นไปตามนั้น บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมใจกันออกมาแสดง “ความโล่งใจ” ด้านดรากีแถลงขอบคุณมัตตาเรลลา ส่วนสันตะสำนักในนครรัฐวาติกัน เผยแพร่แถลงการณ์แสดงความยินดีของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสด้วย

แม้ประธานาธิบดีเป็นตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมีบทบาท “ในทางพิธีการ” มากกว่า เนื่องจากอำนาจบริหารแทบทั้งหมดอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรี แต่สถานการณ์การเมืองของอิตาลีในยุคหลัง ส่งผลให้ประธานาธิบดีมีบทบาทในการคลี่คลายวิกฤติการเมืองมากขึ้น และมีวาระการดำรงตำแหน่งที่ยาวนานถึง 7 ปี.

เครดิตภาพ : REUTERS