สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ว่าองค์การนิรโทษกรรมสากล “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” เผยแพร่รายงานความยาว 211 หน้า มีเนื้อหาสำคัญว่า ปาเลสไตน์เป็นเหยื่อของ “ระบบการเหยียดเชื้อชาติ” ซึ่งเป็นความโหดร้ายของอิสราเอล ซึ่งใช้การ “การแบ่งแยก การแย่งชิง และการขับไล่” โดยการดำเนินนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลอิสราเอล เข้าข่าย “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”


ทั้งนี้ แอมเนสตี้ยกตัวอย่าง “การล่วงละเมิด” ของอิสราเอลที่มีต่อปาเลสไตน์ รวมถึง การยึดครองดินแดนและทรัพย์สินของปาเลสไตน์ การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม การบังคับให้เกิดการย้ายถิ่น การจำกัดการเคลื่อนไหวแบบสุดโต่ง การควบคุมตัวตามคำสั่งของฝ่ายบริหาร และการปฏิเสธสัญชาติ ตลอดจนความเป็นพลเมืองของชาวปาเลสไตน์ โดยแอมเนสตี้เรียกร้องคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ประกาศมาตรการปิดล้อมด้านอาวุธต่ออิสราเอล


ด้านกระทรวงการต่างประเทศของปาเลสไตน์ออกแถลงการณ์ ชื่นชมและแสดงความซาบซึ้ง ที่แอมเนสตี้จัดทำรายงานชิ้นนี้ อย่างไรก็ตาม นายาอีร์ ลาพิด รมว.การต่างประเทศอิสราเอล กล่าวถึงรายงานของแอมเนสตี้ ว่าอิสราเอล “ไม่ใช่รัฐที่สมบูรณ์แบบ” แต่จวบจนถึงปัจจุบัน อิสราเอลปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง


ขณะที่นายเน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันไม่มีทางยอมรับรายงานใดก็ตาม “ที่กล่าวหาอิสราเอลเป็นรัฐเหยียดเชื้อชาติ” ปัจจุบัน อิสราเอล “เป็นรัฐยิวเพียงแห่งเดียวบนโลก” และไม่สมควรเผชิญกับการเลือกปฏิบัติเช่นกัน.

เครดิตภาพ : REUTERS