สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ว่า สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นโอดีซี ) เผยแพร่รายงาน ว่าทางการไทย เมียนมา และลาว ยึดยาบ้าได้อย่างน้อย 90 ล้านเม็ด และยาไอซ์อีก 4.4 ตัน เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยยาเสพติดส่วนใหญ่ที่ยึดได้นั้น มีแหล่งผลิตอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ในรัฐฉานของเมียนมา


ทั้งนี้ ภูมิภาคทางเหนือของเมียนมาเป็นพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยาบ้าแห่งสำคัญในบริเวณนี้ และมีการผลิตในระดับสูงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตยาบ้าในภูมิภาคดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งตลอดทั้งปีมีความรุนแรงทางการเมืองจากการรัฐประหาร และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง สะท้อนว่า ยาเสพติดกับความขัดแย้งยังคงเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้ในเมียนมา ทั้งสองสิ่งเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงเกื้อกูลกัน พร้อมทั้งเสริมว่า ความวุ่นวายและความไร้เสถียรภาพ เป็นภาวะที่ “เข้าทาง” หรือเป็นประโยชน์กับขบวนการค้ายาเสพติด


ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของไทย ซึ่งเปิดเผยต่อยูเอ็นโอดีซี ระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถยึดจับยาบ้าได้ 520 ล้านเม็ด ระหว่างเดือน ต.ค. 2563 จนถึงเดือน ก.ย. 2564 เพิ่มขึ้น 321 ล้านเม็ด เมื่อเทียบกับสถิติในรอบ 12 เดือนก่อนหน้านั้น อนึ่ง ไทยเป็นประเทศที่มีพรมแดนติดกับเมียนมาเป็นระยะทางยาวที่สุด จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “เป็นเส้นทางหลัก” หรือเส้นทางพื้นฐาน ของการลำเลียงยาเสพติดจากเมียนมา


ขณะที่กลไกการผลิตยาเสพติดในสามเหลี่ยมทองคำ พื้นที่ซึ่งเชื่อมระหว่างเมียนมา กับไทย และลาว เป็นที่ทราบกันดี ว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของแก๊งอาชญากรรมระดับภูมิภาค ร่วมกับกองกำลังชาติพันธุ์บางกลุ่ม โดยเฉพาะ กองทัพสหรัฐว่า โดยยาเสพติดที่ผลิตขึ้นในบริเวณนี้ ก้าวขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาดในเอเชีย-แปซิฟิก.

เครดิตภาพ : REUTERS