เมื่อวันที่ 2 ก.พ. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ หัวหน้าทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ ร่วมเสวนาหัวข้อนโยบายเชิงประเด็นในงานฉลองปักหมุด สภากาแฟ เพื่อนชัชชาติ ครบ 100 แห่ง ที่โครงการ The Jam Factory เขตคลองสาน โดยมีดวงฤทธิ์ บุญนาค สถาปนิกและเจ้าของโครงการต้อนรับ

โดยเป็นนโยบายครอบคลุม 18 เรื่อง ได้แก่ ฝุ่น PM2.5 หาบเร่แผงลอย สาธารณสุข Mobility Open data / E-service ขยะ ความปลอดภัย ผังเมือง การกระจายอำนาจ ระบายน้ำ / น้ำเสีย การศึกษา เศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ ศิลปวัฒนธรรม หมาแมวจรจัด LGBTQIA+ และคนไร้บ้าน

นายชัชชาติ กล่าวว่า นโยบายไม่ได้จำกัดเพียง 18 ด้านนี้เท่านั้น แต่สามารถเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาของเมืองได้เสมอ โดยระบุว่าปัญหาด้านเศรษฐกิจคือหนึ่งในประเด็นที่เร่งให้ความสำคัญ
ซึ่งหนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจคือ การจัดเฟสติวัลโดยดึงอัตลักษณ์ของแต่ละย่านหรือให้แต่ละเขตดูแลแต่ละด้านที่แตกต่างกัน เช่น อาหาร สปา กิจกรรมฟื้นฟูจิตใจ เน้นทำงานร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาชนที่ลงทุนอยู่แล้ว ด้าน กทม.มีหน้าที่หลักในการทำฐานข้อมูลและเนื้อหาเพื่อประชาสัมพันธ์ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและเทศ ซึ่งเชื่อว่าจะกระตุ้นได้ถึงระดับเศรษฐกิจฐานราก

นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นที่เขตธนบุรีวันนี้พบว่าตลาดพลูคึกคักมาก ในขณะที่กว่า 160 แผงในตลาดนัดรัชดาภิเษกตลาดพลูของกทม.ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้กันถูกปล่อยร้าง ขาดการจัดการ โดยเห็นว่าหากทรัพยากรที่ขาดการใช้งาน เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่ว่างบางแห่งของราชการ ถูกจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและเมือ

ขณะที่ ดร.เกษรา กล่าวว่า ประเด็นด้านเศรษฐกิจคือเรื่องเร่งด่วน ที่ผ่านมาประชาชนเจ็บช้ำจากโควิดมากว่า 2 ปี สายพานการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯยาวมากครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้าแผงลอย ซึ่งก่อนนี้เห็นว่า กทม.ไม่ได้แตะประเด็นด้านเศรษฐกิจมากนัก แต่ตนมองว่า กทม.ต้องรับบทสำคัญในการขันน็อตช่วยอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการในการติดต่อกับราชการ และสร้างดีมานด์การท่องเที่ยวกลับมาให้เร็วที่สุด กทม.ในฐานะเจ้าบ้านไม่อาจละความรับผิดชอบนี้ได้

ทั้งนี้ นายชัชชาติ และทีมตั้งเป้าหมายเปิดรายละเอียดนโยบายเชิงประเด็น 18 ด้านภายในเดือนนี้ นอกจากนี้ นโยบายทั้ง 18 ด้านจะลงรายละเอียดเป็นนโยบายรายเขตต่อไป โดยมีสภากาแฟเป็นเครื่องมือสำคัญ
ปัจจุบันมีเครือข่ายที่สนใจเป็นสภากาแฟเพื่อนชัชชาติแล้ว 100 แห่ง แบ่งเป็นร้านกาแฟ 58 แห่ง ร้านค้าชุมชน 38 แห่ง และวินจักรยานยนต์รับจ้าง 4 แห่ง คาดว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมาย 1,000 แห่งในพื้นที่ 50 เขต กทม. ได้สำเร็จเร็วๆ นี้ เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนแลกร่วมหาทางออกปัญหาเมือง สู่การพัฒนานโยบายรายเขตจากการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อไป
ขณะที่ยังมีประชาชนรายงานปัญหาในพื้นที่ผ่านไลน์ เพื่อนชัชชาติ โดยมีการรายงานปัญหาแล้วทั้งสิ้น 1,134 รายการ แบ่งเป็นปัญหาหลักได้แก่ น้ำท่วม 231 รายการ ปัญหาจราจร 217 รายการ และปัญหาทางเท้า 144 รายการ ปัจจุบันมีอาสาสมัครเมืองจำนวนกว่า 8,800 คน และอาสาสมัครรายเขตกว่า 2,500 คน.



