สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ว่า ทหารอเมริกันจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่สังกัดกองพลส่งกำลังทางอากาศที่ 82 ซึ่งมีฐานประจำการอยู่ที่ฐานทัพฟอร์ต แบรกก์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา เดินทางถึงโปแลนด์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยจะประจำการอยู่ที่ฐานทัพเชชูฟ อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปตามที่ทำเนียบขาวประกาศก่อนหน้านี้ ว่าจะมีการเคลื่อนย้ายกำลังพลประมาณ 3,000 นาย เข้าสู่ยุโรป แบ่งเป็นทหาร 1,000 นาย จากเมืองวิลเซค ในเยอรมนี จะไปประจำการในโรมาเนีย ทหารประมาณ 1,700 นาย ส่วนใหญ่มาจากกองพลส่งกำลังทางอากาศที่ 82 ไปยังโปแลนด์ และทหารอีก 300 นาย จากกองพลส่งกำลังทางอากาศที่ 82 เช่นกัน ให้ไปประจำการในเยอรมนี

เครื่องบินของกองทัพสหรัฐนำเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง เดินทางมายังสนามบิน ในเมืองเชชูฟ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของโปแลนด์


ขณะที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคงของสหรัฐให้ข้อมูล ว่ารัสเซียเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่กองพันโจมตีด้วยยุทธวิธี หรือ บีทีจี ประชิดพรมแดนทางตะวันตกซึ่งติดกับภาคตะวันออกของยูเครน จาก 60 หน่วย เป็น 83 นาย และเจ้าหน้าที่บีทีจีอีกไม่น้อยกว่า 14 หน่วยอยู่ระหว่างการเดินทางมายังบริเวณนี้ พร้อมทั้งยังคงคาดการณ์ว่า หากมีการโจมตีข้ามพรมแดนอย่างเต็มรูปแบบ ยูเครนอาจสูญเสียกำลังพล 5,000-25,000 นาย และรัสเซียสูญเสียทหาร 3,000-10,000 นาย นอกจากนี้ จำนวนพลเรือนที่เสียชีวิตอาจอยู่ระหว่าง 25,000-50,000 นาย และกระตุ้นให้เกิดคลื่นผู้อพยพระลอกใหม่กระจายสู่ทั่วทั้งทวีปยุโรป


อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เคยกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า โดยส่วนตัวเขามองว่า สถานการณ์ไม่ได้ตึงเครียดมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่า ความตึงเครียดจะไม่ยกระดับอีก

เครื่องบินขับไล่ทิ่งระเบิดความเร็วเหนือเสียง ตู-22เอ็ม3 ของกองทัพอากาศรัเสซีย ฝึกซ้อมรบในเขตน่านฟ้าของเบลารุส


ตอนนี้ ชาวยูเครนยังคงดำเนินชีวิตเป็นปกติ การที่สื่อตะวันตกรายงานราวกับว่า “มีทหารและรถถังอยู่เต็มถนน” ซึ่งเป็นการ “สร้างความตื่นตระหนกโดยใช่เหตุ” ขณะเดียวกัน “การปลุกปั่น” มีความเสี่ยงของการเกิดสงครามเต็มรูปแบบ “เป็นเรื่องที่เสียหาย” โดยเฉพาะกับเศรษฐกิจของยูเครน


ทั้งนี้ทั้งนั้น เซเลนสกีเรียกร้องรัสเซีย “แสดงความจริงใจ” ว่าไม่คิดรุกรานทางทหารต่อยูเครน ด้วยการแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งใหม่ และยืนยันว่า องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) คือ “หลักประกันด้านความมั่นคง” สำคัญที่สุดของยูเครน ณ เวลานี้ และเตือนว่า กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกซึ่งเป็นสมาชิกนาโต อาจเผชิญกับสถานการณ์แบบเดียวกันนี้ในอนาคต.

เครดิตภาพ : REUTERS