นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เปิดเผยว่า ได้ประชุมคณะทำงานกำกับ ติดตาม การดำเนินการตามแผนฟื้นฟูของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยกำชับให้เร่งรัดการดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ 2569 ของ รฟท. ให้เป็นไปตามกรอบเวลา และให้ความสำคัญกับโครงการยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อาทิ ให้ รฟท. พิจารณาดำเนินการทบทวนการขอเพิ่มอัตรากำลัง จำนวน 2,850 ตำแหน่ง ให้เป็นตามแนวนโยบายการขนส่งทางราง ของกระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางราง(ขร.)

โดยให้คำนึงถึงกลยุทธ์องค์กร รายได้ ค่าใช้จ่ายในภาพรวม การจัดลำดับความสำคัญ ความจำเป็นเร่งด่วน วัตถุประสงค์ และการขาดแคลนของอัตรากำลังดังกล่าว รวมถึงการเสนอให้มีที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) เพื่อร่วมศึกษาความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของอัตรากำลังที่ รฟท. ได้ขอมา เพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรเป็นไปอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเร่งรัดการจัดหารถดีเซลราง จำนวน 216 คัน พร้อมอะไหล่ ให้ รฟท. เร่งรัดดำเนินการทบทวนแนวทางที่เหมาะสมในการจัดหารถจักรและล้อเลื่อน โดยให้พิจารณาความคุ้มค่า และผลตอบแทนของโครงการเป็นสำคัญ

เร่งรัดโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย ให้ รฟท. เร่งทบทวนร่าง TOR โดยปรับปรุงขอบเขตการทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงคมนาคม ในด้านความปลอดภัย และมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ โครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองส่วนต่อขยาย บางซื่อ – พญาไท มักกะสัน – หัวหมาก และบางซื่อ – หัวลำโพง (Missing Link) ปัจจุบัน รฟท. ตั้งคณะกรรมการร่างขอบเขตงาน และราคากลางงานจ้างที่ปรึกษาทบทวนผลการศึกษา และออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ ได้เร่งรัดให้ รฟท. ดำเนินการลงนามในสัญญาให้ได้ภายในเดือน ต.ค.2569

โครงการซ่อมปรับปรุงรถจักรดีเซลไฟฟ้า จำนวน 21 คัน ขณะนี้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ดำเนินการประกาศขอรับคำวิจารณ์ร่าง TOR เสร็จแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมความเห็น จึงขอให้ รฟท. ดำเนินการลงนามในสัญญาให้ได้ภายในเดือน ก.ค. 2569 สำหรับโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าในเส้นทาง ICD ลาดกระบัง – แหลมฉบัง ซึ่งในปัจจุบันมีปริมาณสินค้าปีงบประมาณ 2568 จำนวน 497,805 TEUs/ปี การขนส่งสินค้าทางรางมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ รฟท. ไปพิจารณาปรับแผนเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทางรางที่เพิ่มมากขึ้น โดยให้ตั้งเป้ารองรับปริมาณสินค้าสำหรับปี 2570 ที่ 700,000 TEUs/ปี.