บนเส้นทางการทำงานด้านวัฒนธรรมศิลปะฟ้อนรำการแสดงตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีของ ปุ๋ย- นลินฑา กิตติวรรณ ศิลปินอิสระทางด้านวัฒนธรรม นั้น อาจไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพลุแตก ทว่าการถ่ายทอดงานแสดงด้านการรำ เต็มได้ด้วยความรู้สึกที่เรียกว่าเปี่ยมไปด้วย “หัวใจฟูพองโต” รวมไปถึงการออกแบบการแสดงของเธอที่ปรากฏสู่สายตาของผู้ชมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ล้วนแต่ได้การยอมรับ ผสานกับสร้างเสียงชื่นชมและความประทับให้บังเกิดขึ้นทุกคราไป

คุณปุ๋ย เล่าถึงที่มาของการก้าวสู่การเป็นศิลปินอิสระทางด้านวัฒนธรรมว่า  ช่วงชีวิตในวัยเด็กเวลาปิดเทอม ขณะที่แม่จะให้เรียนพิเศษด้านวิชาการ แต่ตัวเองมักแอบหนีไปเรียนรำ ตอนหลังได้เรียนรำช่วงปิดเทอมประมาณ 2-3เพลง พอเรียนมัธยมเข้าชมรมนาฎศิลป์ของโรงเรียนทุกวันศุกร์ พอถึงวัยเรียนมหาวิทยาลัย นำความชอบด้านการวาดรูปสมัครสอบเข้าเรียนคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ภาควิชาศิลปะไทย ในโครงการโควต้าช้างเผือก เมื่อผ่านการคัดเลือกซึ่งรับเพียง 3 คนเท่านั้น ซึ่งการเรียนในมหาวิทยาลัยสนับสนุนเรื่องการเรียนวัฒนธรรมโดยเฉพาะล้านนา การเรียนรู้เรื่ององค์ประกอบศิลปะวัฒนธรรมทุกแขนง ประติมากรรม จิตรกรรม ออกแบบซึมซับความเป็นล้านนา ศิลปะตะวันตก ตะวันออก  แบบร่วมสมัย ไม่ได้มีการสอนรำ แต่ช่วงเรียนปีหนึ่ง ปี 2539   มีโอกาสทำกิจกรรมกับคณะช่วยศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นบ่อย ๆ เวลามีงานสำคัญต่าง ๆได้ทำกิจกรรมเยอะ รับงานกิจกรรม รับงานอีเว้นท์ของคณะบ้าง และเป็นงานจ้างบ้าง ค่อย ๆ ฟูมฟัก  บางทีมีครูมาสอน อาศัยแบบครูพักลักจำ ขวนขวายเอง ทำชุดเอง ค่อย ๆ ซึมซับมาตั้งแต่นั้น

“ ค่อนข้างออกมาจากข้างในสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ  ไม่ได้ทำเพราะเรื่องของเงิน  เพราะเราวาดรูป  คอนเซ็ปท์ของปุ๋ยที่ทำเกี่ยวกับรำ คือ เราไม่ได้เรียนนาฎศิลป์โดยตรง เราชอบงานศิลปะ เราใช้เฟรมวาดรูปของเราคือ เวที เพราะฉะนั้นเราจะจัดองค์ประกอบทางด้านวัฒนธรรม และการแสดงเข้ามาอยู่ในรูปแบบของเวที โดยที่เราเป็นคนวาดรูป  ครีเอทงาน เราใช้นักแสดงมาเป็น พู่กัน สีที่เราจะแต่งเติมแต่งแต้มบนเวที เป็นงานที่ เราอยากวาดอะไรเราก็วาด เราคิดว่าคอนเซ็ปท์ไหนสวยก็เอามาผสมกัน ไม่ใช่นาฎศิลป์ไทยจ๋า ร่วมสมัย แม้กระทั่งการแสดงร่วมสมัย ที่เรามองว่าเป็นงานศิลปะ ตัวเราเอง ถ้าเรารำคนเดียว เหมือนเราแค่ใส่สีหนึ่ง  เส้นอาจไม่เต็มเฟรม แต่พอเรามีคณะของเรา Thai  Me Dee   ( ไทย มี ดี )  เราจัดองค์ประกอบได้มากกว่าเดิม

คุณปุ๋ย ย้อนเรื่องราว ก่อนมาก่อตั้ง นักแสดงด้านศิลปวัฒนธรรม คณะ Thai  Me Dee  ในช่วงปี 2004  ตอนเกิดสึนามิได้รวมกลุ่มกันครั้งแรกในชื่อ Southern Breeze Thai Cultural Artist  “ นาฎศิลป์ไทยเพื่อสึนามิ ” โดยปักหลักที่แสดงความสามารถศิลปะการแสดงที่ยุโรป แสดงรำพร้อมแจกโปรชัวร์เชิญชวนคนยุโรปกลับมาเที่ยวภาคใต้ ประเทศไทย  การรวมกลุ่มครั้งนั้นมีผู้ใหญ่เห็นผลงานเลยต่อยอดงานมาเรื่อยๆ การแสดงที่ผ่านมามีทั้งในและต่างประเทศซึ่งเดินทางทำการแสดงมาแล้วประมาณ 40 กว่าประเทศ

“ ปุ๋ยดีไซน์โชว์ ออกแบบการแสดง เสื้อผ้าให้เข้าคอนเซ็ปท์แต่ละงาน  ทุกอย่างเป็นงานของเราร้อยเปอร์เซนต์ เราใช้ชื่อว่า นักแสดงด้านศิลปวัฒนธรรม คณะTHAI Me DEE  ไทยมีดี รวมทุกสิ่งที่ดีงามของไทยมาไว้ในการแสดง ถึงความงามและของดีของไทย  เราเป็นฟันเฟืองเล็กๆ  เป็นตัวหมุนให้วัฒนธรรมขับเคลื่อนได้ ซึ่งวัฒนธรรมที่เราขับเคลื่อนไม่ได้เจาะจงว่าเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมจ๋า หรือเป็นไทยร่วมสมัยไปเลย  การแสดงที่เป็น ซิกเนเจอร์ คือการแสดงที่เป็น ร่มเทดอก = กุสุมาลีลาร่าย กุสุมาแปลว่า ดอกไม้ หมายถึง การร่ายรำของดอกไม้ค่ะ  เหมือนที่เห็นในโฆษณารีเจนซี่ ปุ๋ยได้คิดการแสดงนี้เมื่อ ปี 2549 ประมาณ 15 ปี ที่แล้ว   เราใช้เรื่อย ๆ กลายเป็นว่า มีคนนำมาใช้ ทุกคนแตกแขนงปรับใช้ในการแสดงของตัวเอง เราถือว่าได้สร้างอะไรไว้แล้วในแผ่นดิน  คือคิดแล้วคนอื่นนำไปต่อยอดได้  ตอนนี้ ปุ๋ยเริ่มใช้สื่อโซเชียล คือ ติ๊กต๊อก สื่อสารงานศิลปวัฒนธรรมถ่ายทอดการรับรู้สู่เด็กรุ่นใหม่ ในชื่อ @puinalintha  ”

“ ปุ๋ยเป็นคนคิดลบ  คำว่าคิดลบ มองโลกในแง่ลบในที่นี้  คือปุ๋ยจะมองปัญหาก่อน เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวรับปัญหาและแก้ไขได้ทัน มีสติกับตัวเองมาก  มีปัญหาจะใช้สติแก้ไขปัญหาด้วยความสุข เครียดมากๆ ก็เข้าวัดปล่อยปลา ทำบุญ  ปุ๋ยมาถึงจุดนี้ได้  เราทำในสิ่งที่เราคิดว่า เป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเอง ดีต่อคนรอบข้าง ไม่ได้ทำร้ายใคร และเป็นทางที่ข้างบนเขาปูทางให้เราเดินทีละนิด ใครพูดว่าดีหรือไม่ดี คนข้างบนจะรู้ว่า เราทำด้วยหัวใจจริง ๆ สิ่งที่ปุ๋ยเดินมา คิดว่า ไม่ได้เป็นสิ่งที่กำหนดไว้ แต่เป็นทางที่ปูไว้ในสิ่งที่เราทำในแต่ละวัน และคนข้างบนดลบันดาลมีทางให้เราเดิน 2-3ทาง แล้วแต่ว่าเราจะเลือกเดินทางไหน  ปุ๋ยมาจากไม่รู้อะไรเลย ถึงเวลานี้มีคนบอกว่า ปุ๋ยรำสวย แต่ปุ๋ยบอกว่าปุ๋ยไม่ได้เรียนนาฎศิลป์มา ปุ๋ยพอรำได้ และรำไม่ได้ถูกต้องมากนะ แต่ใช้บอดี้ ใช้ตัวเราคือ ลายเส้นบนงานศิลปะ ใครที่อยากมาด้านนี้อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว  อยากให้ขยัน เรียนรู้เพิ่มเติม บวกกับสิ่งเรามี  ความอ่อนน้อมถ่อมตนต้องมีค่ะ ”