นางสุวรรณา หรรษาจารุพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มขายและบริการลูกค้าองค์กร 1 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในฐานะผู้ให้บริการคลาวด์สำหรับหน่วยงานรัฐและเอกชน ได้พัฒนาบริการด้วยไฮบริดคลาวด์โซลูชั่น NT-AWS Outposts เนื่องจากเทคโนโลยีคลาวด์และบิ๊กดาต้าคือปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อน ดิจิทัล ทรานฟอร์เมชั่น ของธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจในปัจจุบันต้องการคลาวด์ที่หลากหลาย และระบบงานที่บูรณาการมากยิ่งขึ้น ทาง เอ็นที จึงมีเป้าหมายส่งเสริมให้ภาครัฐสามารถประยุกต์ใช้ไฮบริดคลาวด์ที่ทันสมัยซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางกับหน่วยงานองค์กรภาครัฐ ซึ่งรวมถึงทุกภาคส่วนในประเทศไทยและประชาชนที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด
ดร.ยุทธศาสตร์ นิธิไพจิตร ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจคลาวด์และบิ๊กดาต้า กล่าวว่า หลังจากที่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ความอยู่รอดของธุรกิจคือต้องสามารถพัฒนาประสิทธิภาพบริการให้เข้ากับพฤติกรรมลูกค้า ไม่เฉพาะเอกชนแต่บริการของภาครัฐยิ่งจำเป็นต้องทำทรานส์ฟอร์มเพื่อสร้างฟีดแบคเชิงบวกให้กับรัฐบาล หลายโครงการของภาครัฐเน้นการดำเนินการที่รวดเร็วทันสถานการณ์ เช่น หมอชนะ, Thailand PASS, National OCR, Health Link เป็นต้น ได้ใช้เทคโนโลยีไฮบริดคลาวด์ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการให้บริการประชาชนจำนวนมาก โดยอาศัยคุณสมบัติด้านความปลอดภัยของอินฟราสตรักเจอร์และความสามารถในการขยายเซิร์ฟเวอร์ระบบงานได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งเครื่องมือและบริการเสริมต่างๆของ AWS
ทั้งนี้จุดเด่นของ NT-AWS Outposts สามารถให้ความสะดวกในการทำงานเชื่อมต่อกันกับ Region AWS ประเทศสิงคโปร์ได้อย่างสะดวกบนระบบหน้าจอเดียวกัน แต่ได้ความเร็วสูงกว่าโดย NT-AWS Outpost ค่าความหน่วงต่ำสุดคือ 22 MS (ค่าเฉลี่ย 44 MS) ขณะที่ Region AWS สิงคโปร์ ต่ำสุด 52 MS (ค่าเฉลี่ย 66 MS)

ด้านนายอีริค คอนราด กรรมการผู้จัดการสำหรับกลุ่มลูกค้าภาครัฐของ AWS ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า ทางเลือกเดียวสำหรับธุรกิจหลังผ่านช่วงวิกฤตครั้งใหญ่คือการเลือกทำสิ่งที่แตกต่างและทดลองทำสิ่งใหม่ๆ โดยเทคโนโลยีคลาวด์ของ AWS สนับสนุนเป้าหมายหน่วยงานภาครัฐของไทยในการสร้างโปรเจคท์ใหม่ๆ เพิ่มทักษะความพร้อมของบุคลากร และย้ายระบบงานขึ้นสู่แพลตฟอร์มคลาวด์สร้างสภาพแวดล้อมใหม่แบบ Home-based
ทั้งนี้ สามารถส่งเสริมหน่วยงานภาครัฐของไทยในการใช้เทคโนโลยีพัฒนาบริการสาธารณะต่างๆ เพื่อประโยชน์ทางสังคม คุณภาพชีวิต และความสะดวกสบายของประชาชน เช่นเดียวกับประเทศในอาเซียน อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแบบองค์รวมเพื่อขับเคลื่อนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ



