ปัจจุบันสถิติผู้ป่วยและเสียชีวิตจากโรคติดต่อและไม่ติดต่อมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะ โรคมะเร็ง และ โรคเอดส์ ขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว และหากพิจารณาถึงวงจรการเจ็บป่วย จะพบว่า ต้นเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคส่วนใหญ่คือ กว่า 80% เกิดจากความไม่สมดุลของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีอยู่ 20,000-50,000 ล้านเซลล์ในร่างกายนั้นมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวภูมิคุ้มกัน ที่ชื่อ Killer T Cell (เซลล์ T พิฆาต หรือ CD 8)

บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ APCO (แอปโก้) โดย ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และหัวหน้าคณะนักวิจัย Operation BIM ซึ่งเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัดและนวัตกรรมวัฒนชีวาเพื่อการดูแลสุขภาพให้สมดุล เปิดเผยว่า แอปโก้ ได้ริเริ่มโครงการ Science Talk เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ และบุคลากรทางการศึกษา ในการศึกษาคิดค้นพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคม และช่วยเหลือผู้ป่วยโรคร้ายแรงที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยถ่ายทอดความสำเร็จการคิดค้นพัฒนานวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัดสารสกัดจากพืชกินได้ 5 ชนิด คือ มังคุด ฝรั่ง ถั่วเหลือง งาดำ บัวบก ในการเพิ่มเม็ดเลือดขาว เซลล์ T พิฆาต หรือ Killer T Cell เพื่อจัดการกับโรคร้าย โดยเฉพาะมะเร็งและเอดส์ โดยล่าสุดยังพบว่า นวัตกรรมนี้มีส่วนช่วยชะลอวัย ด้วยการไปเสริมสร้างความยาวของเทโลเมียร์ (telomere) ด้วย เพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยชิ้นนี้ของคนไทยให้ก้าวไกลต่อไปสู่ระดับสากล ทั้งในเชิงขององค์ความรู้และธุรกิจ
ตลอดกว่า 40 ปีของการเป็นนักวิทยาศาสตร์ ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัย Operation BIM มุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายสมดุล สำหรับดูแลทุกคน โดยมีการศึกษาวิจัยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายร่วมกับนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ ภายใต้ชื่อว่า Operation BIM มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลงานที่สร้างความหวังให้กับมวลมนุษยชาติ คือการค้นพบสารสกัด GM-1 ในมังคุด ที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง และเมื่อมีการค้นพบนวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัด ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของ Killer T Cell เพื่อจัดการโรคร้ายที่อันตรายมาก ๆ เช่น มะเร็ง เอดส์ นั้น นับเป็นความภาคภูมิใจมากของคนไทย เพราะเป็นครั้งแรกในโลกที่สามารถทำให้เชื้อไวรัสในผู้ป่วยเอดส์ลดลง จนตรวจไม่พบเชื้อ อีกทั้งมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ผู้ป่วยมะเร็งที่หมดหวังแล้ว ก็มีโอกาสกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้อีกครั้ง โดยล่าสุด ยังต่อยอดสู่การพัฒนา “นวัตกรรมวัฒนชีวา” เพื่อซ่อมสร้างเทโลเมียร์ ทำให้เกิดการย้อนวัยชะลอวัยด้วยวิธีธรรมชาติ
ด้วยการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และเชื่อมั่นในกระบวนการค้นคว้าวิจัยทั้งในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และในคน ทำให้เดือนกันยายน 2558 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ประกาศรับรองให้ “นวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัด” ที่พัฒนาขึ้นโดย Operation BIM เป็น “นวัตกรรมของชาติไทย” สำหรับการเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ติดเชื้อ HIV และในปี 2559 บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ APCO ยังได้รับรางวัลองค์กรที่มีนวัตกรรมดีเด่นจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย
ด้าน รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการชะลอวัย และที่ปรึกษางานวิจัย APCO กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความกังวลเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะผู้สูงวัยนั้นก็มากขึ้น เพราะสถิติโรคร้ายแรงต่าง ๆ สูงขึ้นทุกวัน ทำอย่างไรที่จะช่วยให้คนไทย และผู้สูงวัย ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพแข็งแรง มีอายุยืนยาวที่มีความสุขกายสุขใจไปพร้อมกัน ลดเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต หรือลดเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่มากับผู้สูงอายุ เช่น ความดันสูง เบาหวาน หลอดเลือดหัวใจ สถานการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของการรักษาทางการแพทย์เท่านั้น แต่การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ของนักวิทยาศาสตร์ มีส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน สนับสนุนการรักษา และฟื้นฟูสุขภาพ อาจารย์จึงยินดีที่จะให้เวลากับการถ่ายทอดความรู้ จากประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และจากการค้นคว้าวิจัย เพื่อให้เกิดการศึกษาค้นคว้าวิจัยใหม่ ๆ ต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ ศ.ดร. พิเชษฐ์ วิริยะ กล่าวในโอกาสบรรยายให้ความรู้กับนักศึกษา นักวิจัย และบุคลากร ของสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) หัวข้อ Killer T Cell vs Cancer and HIV ว่า อยากให้องค์ความรู้จากประสบการณ์ ในการพัฒนานวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัดจากพืชไทย เพื่อเสริมสร้าง และฟื้นฟูประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ T พิฆาต หรือ Killer T Cell ในการจัดการกับโรคร้าย ตลอดจนเชื้อไวรัสต่าง ๆ ที่วันนี้ประสบความสำเร็จเป็นรายแรก ๆ ของโลกแล้ว และการพัฒนานวัตกรรมวัฒนชีวา เพื่อซ่อมสร้างเทโลเมียร์ หรือหมวกหุ้มปลายโครโมโซม ที่มีผลวิจัยแล้วว่า มีส่วนทำให้ชะลอวัยและย้อนวัยได้ถึง 5.8 ปี ในระยะ 8 สัปดาห์ จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ และบุคลากรทางการศึกษา ในการเรียนรู้อย่างไม่ย่อท้อ เพื่อพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ และต่อยอดสู่อุตสาหกรรม เพื่อการดูแลคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนอย่างไม่หยุดนิ่ง
“งานวิจัยใด ๆ ถ้าทำสำเร็จก็สร้างความภาคภูมิใจและความสุขให้เรามาก แต่กว่าจะสำเร็จก็จะต้องมีอุปสรรค ทำไม่สำเร็จครั้งหนึ่งก็อย่าเพิ่งท้อ โดยเมื่อจะเริ่มต้น ขอให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงว่าน่าจะทำได้ อยู่บนความถนัด บนพื้นฐานความรู้ ระหว่างทำวิจัยหากไม่ประสบความสำเร็จ ล้มก็ต้องลุกขึ้นมาใหม่ มองหาวิธีที่แตกต่าง ให้ไปถึงจุดหมาย และมีความมุ่งมั่นพยายาม ที่สำคัญให้คิดนอกกรอบ ตราบใดที่แนวทางที่เราเดินนั้นถูกต้องและเป็นไปตามวิทยาศาสตร์ ที่สำคัญคือ มีความซื่อสัตย์ยุติธรรมต่อผลงานวิจัยของเรา เพื่อนร่วมงาน ซึ่งในการทำวิจัยใด ๆ ทำคนเดียว โอกาสทำสำเร็จยาก จะต้องมีการทำงานร่วมกันเป็นสหสาขา มั่นใจว่าถ้าทุกคนมีความตั้งใจ มุ่งนำวิจัยพัฒนาไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของมวลมนุษยชาติ เราก็จะไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด” ศ.ดร.พิเชษฐ์ ให้ข้อคิด



