จากการเสวนานโยบายวิสัยทัศน์ด้านการศึกษา หัวข้อ "มหานครการศึกษา... Digital Economy ทิศทางการศึกษาของกรุงเทพมหานครในอนาคต" ผ่านระบบออนไลน์ จัดโดยสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร (กทม.) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า นักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่มาจากครอบครัวระดับรากหญ้า หรือคนชั้นกลางลงไปถึงคนชั้นล่าง รวมถึงเด็กต่างด้าว ทาง กทม. ก็รับเข้ามาเรียนหมด และขอย้ำว่าคุณภาพชีวิตของเด็กนักเรียนสังกัด กทม. ไม่ค่อยดี ครอบครัวค่อนข้างยากจน บางครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ดังนั้น ทาง กทม. ก็พยายามปลุกจิตวิญญาณให้เด็กมีความหวัง อยากจะเรียนหนังสือ สร้างแรงบันดาลใจ และให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กมากที่สุด ที่สำคัญ ต้องทำให้คุณภาพชีวิตของเด็กดีก่อน ถ้าคุณภาพชีวิตของเด็กไม่ดี ในอนาคตเด็กจะเป็นคนดีลำบาก และความรับผิดชอบจะหายไปครึ่งหนึ่ง หากไม่ได้เรียนอีกจะยิ่งแย่ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะต้องมีการสานต่อ และทุกภาคส่วนต้องเข้ามาช่วยด้วย 
      
ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) กล่าวว่า เป็นโจทย์สำคัญของ กทม.ที่จะเน้นการจัดการศึกษา เพื่อให้ได้ทรัพยากรที่มีความรู้ ความสามารถในเรื่องของ Digital literacy คือทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ส่วนการผลิตครูในมิติให้ได้ Digital literacy ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายและนโยบายในการปฏิบัติ โดยเฉพาะครูที่อยู่ในโรงเรียน ซึ่งครูเป็นบุคคลสำคัญที่สุดที่จะทำให้นักเรียนมีคุณสมบัติหรือลักษณะตามที่ต้องการ ส่วนประเด็นสำคัญในการผลิตครู ต้องปฏิรูปกลไกในการผลิตครู พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา และเปลี่ยนโฉมการผลิตครูให้เป็นครูยุคใหม่ให้ได้ ซึ่งครูยุคใหม่ที่ผลิตออกมานั้นไม่ค่อยน่าเป็นห่วงมากนัก เพราะเน้นกระบวนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูร่วมกับสถานศึกษาที่มีมาตรฐาน ที่จะให้เด็กไปทดลองใช้ความรู้ที่เรียนในชั้นเรียนโดยนำไปฝึกปฏิบัติจริง ซึ่งจะทำให้เด็กรู้ว่าเค้าอ่อนเรื่องใด จะได้ไปเสริมด้านนั้น รวมทั้งยังเน้น Digital literacy ทักษะภาษาอังกฤษ และทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ดังนั้นเมื่อเด็กจบ เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยในการผลิตหรือสร้างคุณภาพของเด็กที่พึ่งประสงค์ได้ สิ่งที่ฝ่ายบริหารต้องมาดู คือ ครูที่จบการศึกษาไปพอสมควร ที่ต้อง Reskill, Upskill และ Digital Economy หรือเศรษฐกิจดิจิทัล ที่เป็นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลอยู่บนโลกออนไลน์ ที่จะต้องใช้หน่วยงานมืออาชีพเข้ามาช่วยพัฒนาตลอดเวลา  

   
ด้าน ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวว่า เทรนด์การศึกษาเปลี่ยนไป เน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็รับลูกออกประกาศ ศธ. ให้ Coding เป็นรายวิชาเรียนใหม่ และบังคับให้เด็กตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมศึกษาต้องเรียนทั่วประเทศ ซึ่งการเรียน Coding เป็นการสร้างรากฐานความคิดให้เข้มแข็ง ช่วยให้เด็กคิดอย่างมีเหตุและผล สามารถต่อยอดทุกเรื่องได้ ที่ผ่านมา โรงเรียนทั่วประเทศก็ตื่นตัวการเรียน Coding แต่ต้องยอมรับว่าโรงเรียนทั่วประเทศ รวมถึงโรงเรียน กทม. มีคุณภาพที่แตกต่างกันมาก และมีความพร้อมที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น การศึกษาในอนาคตจะต้องเตรียมบุคลากรให้มีทักษะ Coding ต้องมีเครื่องมือใช้ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และเครื่องมือเสริม เช่น แบบฝึกหัด ขณะที่ตัวครูต้องปรับจากการเป็นผู้สอน ก็เป็นผู้ช่วยหรือเสริมความรู้ให้แก่เด็ก อย่างไรก็ตาม ทุกหน่วยงานเข้าใจปัญหาการจัดการศึกษา และพยายามช่วยกันทำให้การศึกษาทุกพื้นที่มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น.